← ภาพรวม Roche

Roche vs Eli Lilly and: ทำไมราคาถึงขยับต่างกัน

สรุปจากข่าวทุกสัปดาห์ · เดือน · ไตรมาส เทียบกันตามช่วงเวลา

Roche Holding AG (ROP.SW)

Q3 2026
▲2▼2

Roche Q3: ชนะในไปป์ไลน์ ความคืบหน้าอัลไซเมอร์ แต่กำไรถูกกระทบจากฟรังก์และการหยุดทดลอง

  • การตรวจเลือดอัลไซเมอร์และข้อมูลที่แข็งแกร่ง Roche รายงานข้อมูลอัลไซเมอร์ที่แข็งแกร่งและได้รับการอนุมัติจาก FDA สำหรับการตรวจเลือดอัลไซเมอร์ รวมถึงการขยายการทดสอบ HER2 ความก้าวหน้าเหล่านี้อาจเปิดช่องทางรายได้ใหม่ในด้านการวินิจฉัยและการรักษา

    การพัฒนาเชิงบวกใหม่ในอัลไซเมอร์และการวินิจฉัยที่อาจขับเคลื่อนการเติบโตในอนาคต

  • ดีล Nurix และชัยชนะใน Phase III ดีล Nurix มูลค่า $2.3bn และชัยชนะหลายครั้งใน Phase III รวมถึงข้อมูลดวงตาที่ durable ของ Vabysmo เสริมความแข็งแกร่งให้กับไปป์ไลน์ของ Roche กำไร H1 ที่ดีกว่าคาดและการยืนยัน guidance สร้างความเชื่อมั่น

    ความร่วมมือใหม่และความสำเร็จทางคลินิกที่ตอกย้ำแนวโน้มการเติบโต

  • กำไรลดลงและการหยุดทดลอง กำไรสุทธิ H1 ลดลง 6–7% เนื่องจากฟรังก์สวิสที่แข็งค่า และการศึกษาฮันติงตันสองรายการ plus การทดลองวัคซีนมะเร็ง BioNTech ที่ร่วมมือกันถูกหยุด ความพ่ายแพ้เหล่านี้กดดันความรู้สึกของตลาด

    เหตุการณ์เชิงลบใหม่ที่ส่งผลโดยตรงต่อการเงินและความเชื่อมั่นในไปป์ไลน์

  • ภาษีและแรงกดดันจากการแข่งขัน ภาษีสหรัฐฯ ต่อยาสหภาพยุโรปคุกคามอัตรากำไร ขณะที่การแข่งขัน ราคา Medicare แรงกดดันจากจีน และการดำเนินการในตลาดโรคอ้วนยังคงเป็นความกังวล ความเป็นผู้นำของ Lilly และ Novo เพิ่มความท้าทาย

    ความเสี่ยงภายนอกและการแข่งขันที่ต่อเนื่องซึ่งอาจจำกัด upside

กันยายน 2026
▲2▼1

ไปป์ไลน์ของ Roche คึกคักจากชัยชนะจาก FDA และความสำเร็จในระยะที่ 3

  • ความสำเร็จหลายครั้งในระยะที่ 3 และความก้าวหน้าด้านการกำกับดูแล Roche รายงานความสำเร็จในระยะที่ 3 สำหรับมะเร็งปอด (Tam-Peli), มะเร็งต่อมน้ำเหลืองชนิดฟอลลิคูลาร์ (Lunsumio), โรคไต IgA (sefaxersen) และโรคอ้วน/เบาหวาน (enicepatide) พร้อมกับการพิจารณาแบบเร่งด่วนสำหรับ Enspryng ใน MOGAD และการขยายฉลากในยุโรปสำหรับ Ocrevus และ Susvimo

    ชัยชนะในไปป์ไลน์เหล่านี้ช่วยขยายพอร์ตการรักษาของ Roche และสนับสนุนการเติบโตของรายได้ในอนาคต

  • ความร่วมมือในการค้นพบใหม่ Roche จัดตั้งความร่วมมือในการค้นพบใหม่กับ Dualitas, Atavistik และ Earendil โดยลงทุนในวิทยาศาสตร์ระยะเริ่มต้นเพื่อเติมเต็มไปป์ไลน์และเข้าถึงนวัตกรรมจากภายนอก

    ข้อตกลงเหล่านี้แสดงถึงความมุ่งมั่นของ Roche ต่อการเติบโตในระยะยาวผ่านนวัตกรรมจากภายนอก

  • แรงกดดันด้านการแข่งขันและราคายังคงอยู่ การแข่งขันจาก Novartis ในด้าน MS, ราคา Medicare ของสหรัฐฯ ที่กีดกันการเปิดตัวยามะเร็งเต้านม และยา emugrobart สำหรับโรคอ้วนที่ยกเลิกไป ล้วนสร้างแรงกดดันต่อ Roche นอกจากนี้ แรงกดดันด้านราคา/การดำเนินการในจีนและโรคอ้วน ตลอดจนความเป็นผู้นำของ Lilly/Novo ยังคงเป็นความเสี่ยงที่มีนัยสำคัญ

    ปัจจัยถ่วงดุลเหล่านี้เน้นย้ำถึงความท้าทายที่ต่อเนื่องซึ่งอาจจำกัดการเติบโตของ Roche

ล่าสุด
▲3▼1

ชัยชนะในไปป์ไลน์และการดีลใหม่ของ Roche มีน้ำหนักมากกว่าความล้มเหลวด้านโรคอ้วนหนึ่งรายการ

  • Roche เพิ่มพันธมิตรค้นพบยาใหม่สองราย Roche ลงนามความร่วมมือกับ Dualitas (bispecific antibodies มูลค่าสูงสุด 1 พันล้านดอลลาร์) และ Atavistik Bio (allosteric medicines มูลค่าสูงสุด 1.9 พันล้านดอลลาร์) พร้อมดีล AI ด้านแอนติบอดีรักษามะเร็งกับ Earendil Labs สิ่งเหล่านี้เพิ่มสินทรัพย์ในไปป์ไลน์ในอนาคตด้วยต้นทุนจ่ายล่วงหน้าที่ไม่สูงนัก ช่วยสนับสนุนความคาดหวังการเติบโตในระยะยาว

    ดีลอนุญาตใช้สิทธิ์ใหม่ๆ ขยายไปป์ไลน์ของ Roche และเป็นปัจจัยหลักของรายได้ในอนาคต

  • การอนุมัติในยุโรปขยายฉลาก Ocrevus และ Susvimo CHMP สนับสนุน Ocrevus สำหรับเด็กและวัยรุ่นที่เป็น MS แบบกำเริบ และคณะกรรมาธิการยุโรปอนุมัติ Susvimo สำหรับสาเหตุทั่วไปของการสูญเสียการมองเห็นในผู้สูงอายุ ทั้งสองอย่างขยายกลุ่มผู้ป่วยสำหรับยาที่มีอยู่ เพิ่มรายได้ในยุโรป

    การอนุมัติด้านกฎระเบียบใหม่ขยายการเข้าถึงตลาดและยอดขายยาของ Roche โดยตรง

  • Fenebrutinib และ giredestrant ก้าวหน้าสู่การอนุมัติในสหรัฐฯ FDA รับคำขอของ Roche สำหรับ fenebrutinib สำหรับ MS สองรูปแบบภายใต้การพิจารณาแบบเร่งด่วน และรับคำขอขึ้นทะเบียน giredestrant ในมะเร็งเต้านม หลังจากข้อมูลระยะที่ 3 แสดงการลดความเสี่ยงการลุกลาม 44% ทั้งสองอย่างอาจกลายเป็นผลิตภัณฑ์ใหม่ที่สำคัญ

    การยื่นขออนุมัติในระยะท้ายเป็นเหตุการณ์สำคัญที่เปลี่ยนศักยภาพของไปป์ไลน์ให้เป็นรายได้

  • Roche หยุดยาโรคอ้วน emugrobart; แรงกดดันด้านการแข่งขันและราคายังคงอยู่ Roche ยกเลิก emugrobart (GYM329) สำหรับโรคอ้วน และคืนสิทธิ์ให้ Chugai ซึ่งแตะระดับต่ำสุดของปีนี้ นักวิเคราะห์ยังชี้ถึงแรงกดดันด้านการดำเนินงานและราคาในจีนและโรคอ้วน ซึ่ง Eli Lilly และ Novo Nordisk เป็นผู้นำ นี่เป็นตัวถ่วงที่แท้จริงต่อชัยชนะในไปป์ไลน์

    ความล้มเหลวในไปป์ไลน์และแรงกดดันจากการแข่งขันเป็นปัจจัยลบหลักที่กดดันแนวโน้มของ Roche

▲4▼1

ชัยชนะจากไปป์ไลน์ของ Roche ชดเชยความเสี่ยงด้านราคาในสหรัฐฯ

  • ยา Tam-Peli รักษามะเร็งปอดชนะการทดลองระยะที่ III Tam-Peli ที่ Roche ได้รับสิทธิ์ช่วยลดความเสี่ยงการเสียชีวิตได้ 54% ในมะเร็งปอดชนิดเซลล์เล็กที่กลับมาเป็นซ้ำ โดยมีผลลัพธ์ด้านการรอดชีวิตและการตอบสนองต่อการรักษาที่แข็งแกร่ง Roche ถือสิทธิ์ทั่วโลกนอกประเทศจีน จึงช่วยสนับสนุนตัวขับเคลื่อนการเติบโตในอนาคตและเพิ่มความเชื่อมั่นในไปป์ไลน์

    ชัยชนะสำคัญในระยะท้ายของการทดลองที่เพิ่มการรักษามะเร็งชนิดใหม่ที่เป็นไปได้ให้กับไปป์ไลน์ของ Roche

  • สูตรผสม Lunsumio ประสบความสำเร็จในมะเร็งต่อมน้ำเหลืองชนิดฟอลลิคูลาร์ Lunsumio ร่วมกับ Revlimid บรรลุเป้าหมายการทดลองระยะที่ III ในมะเร็งต่อมน้ำเหลืองชนิดฟอลลิคูลาร์ โดยปรับปรุงการรอดชีวิตโดยไม่มีการลุกลามของโรคเมื่อเทียบกับการรักษามาตรฐาน สิ่งนี้สนับสนุนการอนุมัติแบบเต็มรูปแบบและการใช้งานที่กว้างขึ้น เสริมความแข็งแกร่งให้กับธุรกิจมะเร็งในเลือดของ Roche และยอดขายในอนาคต

    ชัยชนะจากการทดลองยืนยันที่อาจขยายข้อบ่งใช้และรายได้ของยาที่ได้รับอนุมัติแล้ว

  • ยา enicepatide รักษาโรคอ้วนบรรลุเป้าหมายระยะที่ II enicepatide ชนิดฉีดสัปดาห์ละครั้งของ Roche บรรลุเป้าหมายทั้งสองข้อในการทดลองระยะกลาง โดยลดน้ำตาลในเลือดและน้ำหนักได้อย่างมาก สิ่งนี้ผลักดันไปป์ไลน์โรคอ้วน/เบาหวานของบริษัทเข้าสู่ระยะที่ III เปิดตลาดใหม่ขนาดใหญ่แม้มีการแข่งขันที่เพิ่มขึ้น

    สินทรัพย์ในไปป์ไลน์ที่สำคัญซึ่งแสดงผลลัพธ์ที่แข็งแกร่งในตลาดที่มีศักยภาพขนาดใหญ่

  • ยา sefaxersen รักษาโรคไตประสบความสำเร็จ sefaxersen ของ Genentech บรรลุเป้าหมายการทดลองระยะที่ III ในโรค IgA nephropathy โดยลดโปรตีนในปัสสาวะได้อย่างมากด้วยศักยภาพระดับดีที่สุดในกลุ่ม สิ่งนี้เพิ่มการรักษาโรคไตที่มีแนวโน้มดีให้กับไปป์ไลน์ระยะท้ายของ Roche สนับสนุนการเติบโตในอนาคต

    ชัยชนะอีกครั้งในไปป์ไลน์ระยะท้ายที่ขยายกลุ่มการรักษาที่เป็นไปได้ของ Roche

  • แรงกดดันด้านราคาจาก Medicare ของสหรัฐฯ อาจทำให้การเปิดตัวล่าช้า Roche กล่าวว่าอาจไม่เปิดตัวยารักษามะเร็งเต้านมชนิดรับประทานตัวใหม่ โดยอ้างถึงการปรับราคาให้สอดคล้องกับ Medicare ของสหรัฐฯ ที่ลดแรงจูงใจ ความเสี่ยงด้านกฎระเบียบนี้สามารถลดรายได้ในอนาคตจากยาใหม่ และแสดงให้เห็นว่านโยบายราคาของสหรัฐฯ ส่งผลต่อแผนของ Roche อย่างไร

    ภัยคุกคามด้านกฎระเบียบที่เป็นรูปธรรมซึ่งอาจจำกัดความสามารถของ Roche ในการเปิดตัวและทำกำไรจากยาใหม่

▲3▼1

ความก้าวหน้าด้านการวินิจฉัยและไปป์ไลน์ยาของ Roche ช่วยชดเชยการแข่งขัน

  • การอนุมัติจาก FDA สำหรับการตรวจเลือด Alzheimer's FDA อนุมัติการตรวจเลือด Elecsys pTau217 สำหรับ Alzheimer's ของ Roche และ Lilly ซึ่งใช้ได้กับเครื่องตรวจวิเคราะห์ในห้องปฏิบัติการ 4,500 เครื่องของ Roche ในสหรัฐฯ การอนุมัตินี้เปิดตลาดการตรวจวินิจฉัยใหม่ขนาดใหญ่ และเสริมความแข็งแกร่งให้กับความเป็นผู้นำด้านการวินิจฉัยของ Roche สนับสนุนการเติบโตของรายได้ในอนาคต

    นี่คือชัยชนะด้านกฎระเบียบครั้งใหม่ที่ขยายธุรกิจการวินิจฉัยของ Roche และตอบโจทย์ความต้องการที่ยังไม่ได้รับการตอบสนองที่สำคัญ

  • การพิจารณาแบบ Priority Review สำหรับ Enspryng ในโรค MOGAD FDA ให้การพิจารณาแบบ Priority Review แก่ Enspryng ของ Roche สำหรับโรค MOGAD ซึ่งเป็นโรคภูมิต้านตนเองที่พบได้ยากและยังไม่มีการรักษาที่ได้รับอนุมัติ หากได้รับการอนุมัติ จะเป็นยาชนิดแรกในกลุ่ม (first-in-class) เพิ่มปัจจัยขับเคลื่อนการเติบโตใหม่ และเสริมความแข็งแกร่งให้กับกลุ่มผลิตภัณฑ์ด้านประสาทวิทยาของ Roche

    นี่คือความก้าวหน้าด้านกฎระเบียบครั้งใหม่ที่อาจนำไปสู่การรักษาชนิดแรกในกลุ่มและยอดขายใหม่

  • ข้อตกลงด้านมะเร็งเลือดกับ Simcere Roche จ่ายเงินล่วงหน้า 75 ล้านดอลลาร์เพื่อซื้อสิทธิ์ทั่วโลกในยา SIM0660 รักษามะเร็งเลือดที่อยู่ระหว่างการทดลองของ Simcere ในข้อตกลงมูลค่าสูงสุดถึง 1.53 พันล้านดอลลาร์ ต้นทุนล่วงหน้าที่ต่ำช่วยจำกัดความเสี่ยง ขณะเดียวกันก็เพิ่มสินทรัพย์ในไปป์ไลน์ที่มีศักยภาพในอนาคต

    นี่คือการเคลื่อนไหวด้านการพัฒนาธุรกิจครั้งใหม่ที่ขยายไปป์ไลน์ด้านมะเร็งวิทยาของ Roche โดยมีความเสี่ยงทางการเงินในระยะสั้นจำกัด

  • การแข่งขันจาก Novartis ในโรค MS ยา remibrutinib ของ Novartis แสดงผลลัพธ์เชิงบวกในการทดลองระยะที่ 3 สำหรับโรคปลอกประสาทเสื่อมแข็ง (multiple sclerosis) โดยนักวิเคราะห์คาดว่ายอดขายสูงสุดอาจสูงถึง 3 พันล้านดอลลาร์ สิ่งนี้อาจท้าทายยับยั้ง BTK ของ Roche ในโรค MS สร้างแรงกดดันด้านการแข่งขันต่อยอดขายในอนาคต

    นี่คือภัยคุกคามจากการแข่งขันครั้งใหม่ที่อาจจำกัดส่วนแบ่งตลาดของ Roche ในโรคปลอกประสาทเสื่อมแข็ง

สิงหาคม 2026
▲3▼1

Roche ชนะครั้งใหญ่ด้านการวินิจฉัย แต่ความล้มเหลวของวัคซีนมะเร็งหักลบไป

  • FDA อนุมัติการตรวจเลือด Alzheimer's Roche ได้รับการอนุมัติจาก FDA สำหรับการตรวจเลือดครั้งแรกที่ช่วยวินิจฉัยการสะสมของ amyloid ใน Alzheimer's ซึ่งใช้ได้กับเครื่องตรวจวิเคราะห์ในห้องแล็บ 4,500 เครื่องในสหรัฐฯ การเปิดตลาดการตรวจใหม่ขนาดใหญ่และเสริมความแข็งแกร่งให้ Roche ในฐานะผู้นำด้านการวินิจฉัย ถือเป็นบวกชัดเจนต่อรายได้ในอนาคต

    เป็นการอนุมัติใหม่ที่ใหญ่ที่สุดในรอบนี้และเป็นผลิตภัณฑ์ประเภทแรก ซึ่งช่วยยกระดับแนวโน้มการเติบโตของ Roche โดยตรง

  • การตรวจมะเร็ง HER2 ได้รับอนุมัติให้ใช้กว้างขึ้น FDA ขยายการอนุมัติการตรวจ HER2 companion tests ของ Roche เพื่อใช้ guiding การรักษามะเร็งกระเพาะอาหารและหลอดอาหาร ซึ่งเป็นโรคที่รักษายากและยังไม่มีการตรวจที่ได้รับอนุมัติมาก่อน การขยายนี้เพิ่มจำนวนผู้ป่วยที่ใช้การวินิจฉัยของ Roche และสนับสนุนธุรกิจ personalized medicine

    เป็นชัยชนะด้านกฎระเบียบใหม่ที่ขยายพอร์ตการวินิจฉัยของ Roche และเพิ่มศักยภาพรายได้

  • Vabysmo แสดงข้อมูลดวงตา 2 ปีที่แข็งแกร่ง Vabysmo ของ Roche ช่วยให้การมองเห็นและสุขภาพจอประสาทตาดีขึ้นอย่างต่อเนื่องในโรคตารุนแรงเป็นเวลา 2 ปี โดยผู้ป่วยส่วนใหญ่ต้องรับการรักษาทุก 20 สัปดาห์เท่านั้น ช่วงเวลาการให้ยาที่ยาวขึ้นทำให้ยาน่าสนใจกว่าเมื่อเทียบกับคู่แข่ง สนับสนุนการเติบโตของยอดขาย

    ข้อมูลทางคลินิกใหม่เสริมความแข็งแกร่งให้กับยาหลักของ Roche และตำแหน่งการแข่งขัน

  • การทดลองวัคซีนมะเร็งที่ร่วมมือกันถูกหยุด BioNTech หยุดการทดลองระยะกลางของวัคซีนมะเร็ง mRNA ที่พัฒนาร่วมกับ Roche หลังจากคณะกรรมการความปลอดภัยพบว่าอัตราการรอดชีวิตแย่ลงในกลุ่มหนึ่ง การหยุดนี้ทำให้ความหวังในไปป์ไลน์หายไปและบั่นทอนความเชื่อมั่นในการลงทุนวัคซีนมะเร็งของ Roche

    เป็นลบหลักในรอบนี้ ซึ่งถ่วงดุลกับชัยชนะด้านการวินิจฉัยอย่างแท้จริง

▲3▼1

Roche ชนะครั้งใหญ่ด้านการวินิจฉัย แต่ความล้มเหลวของวัคซีนมะเร็งหักลบไป

  • FDA อนุมัติการตรวจเลือด Alzheimer's Roche ได้รับการอนุมัติจาก FDA สำหรับการตรวจเลือดครั้งแรกที่ช่วยวินิจฉัยการสะสมของ amyloid ใน Alzheimer's ซึ่งใช้ได้กับเครื่องตรวจวิเคราะห์ในห้องแล็บ 4,500 เครื่องในสหรัฐฯ การเปิดตลาดการตรวจใหม่ขนาดใหญ่และเสริมความแข็งแกร่งให้ Roche ในฐานะผู้นำด้านการวินิจฉัย ถือเป็นบวกชัดเจนต่อรายได้ในอนาคต

    เป็นการอนุมัติใหม่ที่ใหญ่ที่สุดในรอบนี้และเป็นผลิตภัณฑ์ประเภทแรก ซึ่งช่วยยกระดับแนวโน้มการเติบโตของ Roche โดยตรง

  • การตรวจมะเร็ง HER2 ได้รับอนุมัติให้ใช้กว้างขึ้น FDA ขยายการอนุมัติการตรวจ HER2 companion tests ของ Roche เพื่อใช้ guiding การรักษามะเร็งกระเพาะอาหารและหลอดอาหาร ซึ่งเป็นโรคที่รักษายากและยังไม่มีการตรวจที่ได้รับอนุมัติมาก่อน การขยายนี้เพิ่มจำนวนผู้ป่วยที่ใช้การวินิจฉัยของ Roche และสนับสนุนธุรกิจ personalized medicine

    เป็นชัยชนะด้านกฎระเบียบใหม่ที่ขยายพอร์ตการวินิจฉัยของ Roche และเพิ่มศักยภาพรายได้

  • Vabysmo แสดงข้อมูลดวงตา 2 ปีที่แข็งแกร่ง Vabysmo ของ Roche ช่วยให้การมองเห็นและสุขภาพจอประสาทตาดีขึ้นอย่างต่อเนื่องในโรคตารุนแรงเป็นเวลา 2 ปี โดยผู้ป่วยส่วนใหญ่ต้องรับการรักษาทุก 20 สัปดาห์เท่านั้น ช่วงเวลาการให้ยาที่ยาวขึ้นทำให้ยาน่าสนใจกว่าเมื่อเทียบกับคู่แข่ง สนับสนุนการเติบโตของยอดขาย

    ข้อมูลทางคลินิกใหม่เสริมความแข็งแกร่งให้กับยาหลักของ Roche และตำแหน่งการแข่งขัน

  • การทดลองวัคซีนมะเร็งที่ร่วมมือกันถูกหยุด BioNTech หยุดการทดลองระยะกลางของวัคซีนมะเร็ง mRNA ที่พัฒนาร่วมกับ Roche หลังจากคณะกรรมการความปลอดภัยพบว่าอัตราการรอดชีวิตแย่ลงในกลุ่มหนึ่ง การหยุดนี้ทำให้ความหวังในไปป์ไลน์หายไปและบั่นทอนความเชื่อมั่นในการลงทุนวัคซีนมะเร็งของ Roche

    เป็นลบหลักในรอบนี้ ซึ่งถ่วงดุลกับชัยชนะด้านการวินิจฉัยอย่างแท้จริง

กรกฎาคม 2026
▲3▼1

Roche ได้รับผลบวกจากความสำเร็จในไปป์ไลน์และผลประกอบการ แม้กำไรลดลงและมีมาตรการภาษี

  • ความก้าวหน้าในไปป์ไลน์และการวินิจฉัย Roche รายงานข้อมูลเชิงบวกเกี่ยวกับ Alzheimer's ความคืบหน้าในการตรวจเลือด การทดสอบวัณโรคใหม่ การยื่นขออนุมัติ lupus การตรวจสอบแบบเร่งด่วนจาก FDA สำหรับ Gazyva และการสนับสนุนจาก EU สำหรับ Susvimo ความก้าวหน้าเหล่านี้สนับสนุนการเติบโตของยอดขายในอนาคต

    ความสำเร็จในไปป์ไลน์และการวินิจฉัยเหล่านี้เป็นปัจจัยบวกสำคัญในช่วงเวลาดังกล่าว

  • ข้อตกลง Nurix และการสนับสนุนจากนักวิเคราะห์ Roche ตกลงทำข้อตกลงมูลค่า $2.3bn กับ Nurix สำหรับยารักษามะเร็งในเลือด และ UBS ชื่นชอบ Roche มากกว่า AI ข้อตกลงนี้ขยายไปป์ไลน์ ขณะที่การสนับสนุนจากนักวิเคราะห์เพิ่มความเชื่อมั่นของนักลงทุน

    การเข้าซื้อกิจการ Nurix และการที่ UBS ให้ความสำคัญกับ Roche ถือเป็นพัฒนาการเชิงบวกที่สำคัญ

  • ผลประกอบการดีเกินคาดและยืนยันแนวโน้ม หุ้นพุ่งขึ้น 5% หลังจาก Roche ยืนยันแนวโน้มและรายงานผลประกอบการครึ่งปีแรกดีกว่าคาด โดยได้แรงหนุนจากการคาดการณ์การสูญเสียจากยาสามัญที่ลดลง ซึ่งสร้างความมั่นใจให้นักลงทุนเกี่ยวกับแนวโน้มของบริษัท

    ผลประกอบการที่ดีเกินคาดและการยืนยันแนวโน้มส่งผลโดยตรงต่อราคาหุ้น

  • กำไรลดลง การหยุดศึกษา การแข่งขัน ภาษี กำไรสุทธิครึ่งปีแรกลดลง 6–7% จากค่าเงินฟรังก์ที่แข็งค่า การศึกษาสองชิ้นเกี่ยวกับ Huntington's ถูกยกเลิก การอนุมัติ Lytenava ของ Outlook Therapeutics เพิ่มการแข่งขันในโรคทางตา และภาษีใหม่ของสหรัฐฯ ต่อยาจาก EU คุกคามการส่งออกและอัตรากำไร

    อุปสรรคเหล่านี้กดดันความรู้สึกของตลาดและเป็นความเสี่ยงต่อผลการดำเนินงานในอนาคต

▲3▼1

Roche ได้รับผลบวกจากแนวโน้มธุรกิจ ยาที่ชนะการอนุมัติ แต่ถูกกดดันจากภาษีและการแข่งขัน

  • Roche ยืนยันแนวโน้มปี 2026 หุ้นพุ่ง 5% Roche ยืนยันแนวโน้มรายได้ทั้งปีอีกครั้ง สร้างความมั่นใจให้นักลงทุนและทำให้หุ้นขึ้นประมาณ 5% สิ่งนี้บ่งชี้ถึงความเชื่อมั่นในกำไรในอนาคตและลดความไม่แน่นอน ซึ่งสนับสนุนราคาหุ้น

    นี่คือการเคลื่อนไหวที่ใหญ่ที่สุดในวันเดียวและตอบคำถามโดยตรงว่าทำไมหุ้นจึงเคลื่อนไหว

  • ภาษีสหรัฐฯ ใหม่ต่อยาจากสหภาพยุโรปคุกคามการส่งออกของ Roche ทรัมป์ประกาศภาษีแบบขั้นบันไดสำหรับการนำเข้ายาสามัญ โดยมีอัตราสูงถึง 200% ภายในปี 2029 และภาษีใหม่ 10-12.5% สำหรับสินค้าจากสหภาพยุโรป รวมถึงยา ในฐานะผู้ส่งออกยารายใหญ่จากสหภาพยุโรป Roche เผชิญต้นทุนที่สูงขึ้นและแรงกดดันด้านยอดขาย ซึ่งเป็นลบต่อหุ้น

    นี่คือความเสี่ยงใหม่ที่มีนัยสำคัญซึ่งอาจส่งผลเสียต่อยอดขายและความสามารถทำกำไรของ Roche ในสหรัฐฯ

  • Roche ได้รับการอนุมัติจาก FDA สำหรับการวินิจฉัยและได้รับการสนับสนุนจากสหภาพยุโรปสำหรับอุปกรณ์ฝังตา Roche ได้รับการอนุมัติจาก FDA สำหรับชุดตรวจ cobas BV/CV และได้รับการแนะนำจากสหภาพยุโรปสำหรับอุปกรณ์ฝังตา Susvimo สิ่งเหล่านี้ขยายข้อเสนอด้านการวินิจฉัยและการรักษา เพิ่มแหล่งรายได้ในอนาคตและเสริมความแข็งแกร่งให้กับไปป์ไลน์

    การอนุมัติใหม่สนับสนุนการเติบโตของยอดขายในอนาคตและความแข็งแกร่งของไปป์ไลน์โดยตรง

  • ความคืบหน้าของ Nurix และ Labcorp หนุนไปป์ไลน์และการวินิจฉัยของ Roche Nurix รับผู้ป่วยรายแรกในการทดลองระยะที่ 3 ของ bexobrutideg กับ Roche และ Labcorp เปิดตัวการวินิจฉัยคู่ PTEN ของ Roche ทั่วประเทศ ความคืบหน้าเหล่านี้ตอกย้ำกลยุทธ์ความร่วมมือของ Roche และขยายขอบเขตการวินิจฉัย สนับสนุนการเติบโตในระยะยาว

    สิ่งเหล่านี้เป็นพัฒนาการเชิงบวกใหม่ที่แสดงความคืบหน้าของไปป์ไลน์และการวินิจฉัย

▲2▼1

กำไรครึ่งปีแรกของ Roche ลดลงจากค่าเงินฟรังก์ แต่ไปป์ไลน์และธุรกิจวินิจฉัยยังคืบหน้า

  • ค่าเงินฟรังก์สวิสที่แข็งค่าฉุดกำไรครึ่งปีแรกที่รายงาน กำไรสุทธิครึ่งปีแรกของ Roche ลดลง 6-7% เหลือประมาณ 6.9-7.3 พันล้านฟรังก์ สาเหตุหลักมาจากค่าเงินฟรังก์สวิสที่แข็งค่าทำให้มูลค่ายอดขายต่างประเทศลดลง ความอ่อนแอของตัวเลขหลักนี้อาจกดดันราคาหุ้นได้ แม้ว่ายอดขายจะเพิ่มขึ้น 6% เมื่อคิดจากอัตราแลกเปลี่ยนคงที่

    นี่คือปัจจัยลบหลักในงวดนี้ อธิบายว่าทำไมกำไรที่รายงานจึงดูอ่อนแอ

  • ผลกระทบจากยาสามัญลดลงและกำไรดีกว่าคาดหนุนราคาหุ้น Roche ปรับลดคาดการณ์ยอดขายที่สูญเสียให้ยาสามัญในปี 2026 ลงเหลือประมาณ 600 ล้านฟรังก์ จากเดิม 1 พันล้านฟรังก์ และกำไรครึ่งปีแรกดีกว่าที่คาด ราคาหุ้นพุ่งขึ้น 3.2% เพราะนักลงทุนมองเห็นการกัดกร่อนรายได้ในระยะใกล้น้อยลง แม้ว่าแนวโน้มทั้งปีจะไม่เปลี่ยนแปลง

    นี่คือเซอร์ไพรส์บวกสำคัญที่ทำให้ราคาหุ้นขึ้นในวันประกาศผลประกอบการ

  • การอนุมัติยาใหม่และชุดตรวจวินิจฉัยขยายยอดขายในอนาคต Roche ได้รับการพิจารณาแบบเร่งด่วนจาก FDA สำหรับ Gazyva ในการรักษาโรคไต ได้รับการสนับสนุนจาก CHMP สำหรับอุปกรณ์ฝังตา Susvimo ในยุโรป และได้รับการอนุมัติจาก FDA สำหรับชุดตรวจช่องคลอดอักเสบชนิดใหม่ สิ่งเหล่านี้เพิ่มแหล่งรายได้ในอนาคตและเสริมความแข็งแกร่งให้กับไปป์ไลน์และธุรกิจวินิจฉัย

    ชัยชนะด้านกฎระเบียบเหล่านี้เป็นเรื่องใหม่และสนับสนุนการเติบโตระยะยาว ซึ่งเป็นส่วนสำคัญของเหตุผลในการลงทุน

  • ดีล Nurix ปิดสำเร็จ แต่การแข่งขันด้านยารักษาโรคตารายใหม่เกิดขึ้น Roche ปิดดีลความร่วมมือกับ Nurix มูลค่า 2.3 พันล้านดอลลาร์สำหรับยารักษามะเร็งในเลือด ได้สินทรัพย์ที่มีศักยภาพ อย่างไรก็ตาม การอนุมัติจาก FDA สำหรับ Lytenava ของ Outlook Therapeutics สร้างการแข่งขันใหม่กับ Avastin ของ Roche ในโรคตา ซึ่งเป็นปัจจัยลบเล็กน้อย

    สิ่งนี้แสดงทั้งความคืบหน้าของไปป์ไลน์และภัยคุกคามจากการแข่งขัน ทำให้เห็นภาพที่สมดุล

▲3

Roche เดินหน้าอัลไซเมอร์ วัณโรค ลูปัส และ AI แต่เจอความล้มเหลวในฮันติงตัน

  • ข้อมูลอัลไซเมอร์และความคืบหน้าการตรวจเลือด Roche จะนำเสนอข้อมูลระยะยาวของ trontinemab และผลการตรวจเลือด pTau217 ที่ AAIC 2026 รวมถึงการออกแบบการศึกษา Phase III เพื่อการป้องกัน หากข้อมูลออกมาดี อาจเพิ่มความเชื่อมั่นในไปป์ไลน์และผลิตภัณฑ์วินิจฉัยโรคอัลไซเมอร์ของบริษัท และสนับสนุนยอดขายในอนาคต

    เป็นข้อมูลใหม่และแสดงความคืบหน้าของไปป์ไลน์ที่สามารถขับเคลื่อนรายได้ในอนาคต

  • UBS หนุน Roche ว่าเป็นทางเลือกที่ปลอดภัยกว่า AI UBS ย้ำน้ำหนักการลงทุนเกินตลาด (overweight) ในกลุ่มเภสัชกรรมยุโรป โดยชอบ Roche ในกลุ่มบริษัทขนาดใหญ่ จากกำไรที่ปรับตัวดีขึ้นและมูลค่าที่ต่ำ ซึ่งอาจดึงดูดนักลงทุนมากขึ้นและดันราคาหุ้นขึ้น

    การสนับสนุนใหม่จากนักวิเคราะห์ชี้ให้เห็นการเปลี่ยนทิศทางของเงินทุนที่ไหลเข้าสู่ Roche

  • ชุดตรวจวัณโรคใหม่และการยื่นขออนุมัติยาลูปัส Roche ได้รับเครื่องหมาย CE สำหรับชุดตรวจวัณโรคแบบอัตโนมัติ และได้ยื่นขออนุมัติ obinutuzumab สำหรับโรคลูปัส โดยคาดว่า FDA จะตัดสินใจภายในเดือนธันวาคม 2026 ซึ่งจะขยายผลิตภัณฑ์ด้านการวินิจฉัยและการรักษา เพิ่มศักยภาพด้านรายได้

    การอนุมัติผลิตภัณฑ์ใหม่และความคืบหน้าด้านกฎระเบียบสนับสนุนการเติบโต

  • ดีล Nurix เพิ่มไปป์ไลน์ แต่ล้มเหลวในฮันติงตัน Roche ลงนามดีลมูลค่า 2.3 พันล้านดอลลาร์กับ Nurix สำหรับยารักษามะเร็งเลือดที่มีศักยภาพ แต่ยกเลิกการศึกษาฮันติงตัน 2 การศึกษา ดีลนี้เสริมความแข็งแกร่งให้ไปป์ไลน์ ขณะที่ความล้มเหลวดังกล่าวตัดโอกาสการรักษาที่อาจเกิดขึ้น ผลกระทบจึงหักล้างกัน

    ในช่วงนี้มีทั้งการเสริมไปป์ไลน์ในเชิงบวกและความล้มเหลวทางคลินิกในเชิงลบ

Q2 2026
▲4

ความก้าวหน้าด้านไปป์ไลน์และผลิตภัณฑ์วินิจฉัยของ Roche พุ่งแรงจากชัยชนะของ FDA และผลิตภัณฑ์ใหม่

  • FDA รับคำขออนุมัติสูตรผสม Lunsumio-Polivy FDA รับคำขอของ Roche สำหรับสูตรผสมรักษามะเร็งต่อมน้ำเหลืองที่ไม่ต้องใช้เคมีบำบัด ซึ่งลดความเสี่ยงการลุกลามของโรคได้ 59% หากได้รับอนุมัติ จะเปิดทางเลือกการรักษาใหม่ในมะเร็งที่รักษายาก สนับสนุนการเติบโตของยอดขายในอนาคต

    ความก้าวหน้าด้านการกำกับดูแลครั้งใหม่ที่ขยายกลุ่มผลิตภัณฑ์มะเร็งของ Roche และรายได้ที่มีศักยภาพ

  • FDA ให้การพิจารณาแบบเร่งด่วนแก่ Enspryng สำหรับโรคตาที่เกิดจากต่อมไทรอยด์ FDA ให้การพิจารณาแบบเร่งด่วนแก่ Enspryng ในฐานะการรักษาที่บ้านรายแรกสำหรับโรคตาที่เกิดจากต่อมไทรอยด์ โดยมีกำหนดตัดสินในเดือนตุลาคม 2026 ซึ่งอาจเพิ่มข้อบ่งชี้ใหม่ให้กับยาที่มีอยู่แล้ว เสริมศักยภาพด้านยอดขาย

    ปัจจัยกระตุ้นด้านการกำกับดูแลครั้งใหม่ที่อาจขยายข้อบ่งชี้และรายได้ของยาที่ได้รับอนุมัติแล้ว

  • Roche เปิดตัวเครื่องอ่านลำดับยีน AXELIOS 1 ตัดราคา Illumina Roche เปิดตัวแพลตฟอร์มอ่านลำดับยีนรุ่นใหม่ของตนเองในราคา 750,000 ดอลลาร์ ต่ำกว่าเครื่องของ Illumina ซึ่งท้าทายส่วนแบ่งตลาด 70% ของ Illumina และเปิดช่องทางการเติบโตใหม่ในตลาดอ่านลำดับยีนมูลค่า 7.3 พันล้านดอลลาร์

    การเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ที่เข้าสู่ตลาดขนาดใหญ่และเติบโตเร็ว และสร้างแรงกดดันต่อคู่แข่งรายสำคัญ

  • Divarasib เอาชนะยายับยั้ง KRAS ที่ได้รับอนุมัติในระยะที่ 3 divarasib ของ Genentech แสดงให้เห็นการรอดชีวิตโดยปราศจากการลุกลามและโดยรวมที่ดีกว่ายา KRAS G12C ปัจจุบันในมะเร็งปอด ข้อมูลระยะท้ายที่เป็นบวกลดเพิ่มโอกาสที่จะได้ยาขายดีตัวใหม่และเสริมความแข็งแกร่งให้ไปป์ไลน์ของ Roche

    ชัยชนะทางคลินิกครั้งใหม่ที่อาจนำไปสู่ยามะเร็งที่ดีที่สุดในกลุ่มและรายได้ในอนาคต

มิถุนายน 2026
▲4

ความก้าวหน้าด้านไปป์ไลน์และผลิตภัณฑ์วินิจฉัยของ Roche พุ่งแรงจากชัยชนะของ FDA และผลิตภัณฑ์ใหม่

  • FDA รับคำขออนุมัติสูตรผสม Lunsumio-Polivy FDA รับคำขอของ Roche สำหรับสูตรผสมรักษามะเร็งต่อมน้ำเหลืองที่ไม่ต้องใช้เคมีบำบัด ซึ่งลดความเสี่ยงการลุกลามของโรคได้ 59% หากได้รับอนุมัติ จะเปิดทางเลือกการรักษาใหม่ในมะเร็งที่รักษายาก สนับสนุนการเติบโตของยอดขายในอนาคต

    ความก้าวหน้าด้านการกำกับดูแลครั้งใหม่ที่ขยายกลุ่มผลิตภัณฑ์มะเร็งของ Roche และรายได้ที่มีศักยภาพ

  • FDA ให้การพิจารณาแบบเร่งด่วนแก่ Enspryng สำหรับโรคตาที่เกิดจากต่อมไทรอยด์ FDA ให้การพิจารณาแบบเร่งด่วนแก่ Enspryng ในฐานะการรักษาที่บ้านรายแรกสำหรับโรคตาที่เกิดจากต่อมไทรอยด์ โดยมีกำหนดตัดสินในเดือนตุลาคม 2026 ซึ่งอาจเพิ่มข้อบ่งชี้ใหม่ให้กับยาที่มีอยู่แล้ว เสริมศักยภาพด้านยอดขาย

    ปัจจัยกระตุ้นด้านการกำกับดูแลครั้งใหม่ที่อาจขยายข้อบ่งชี้และรายได้ของยาที่ได้รับอนุมัติแล้ว

  • Roche เปิดตัวเครื่องอ่านลำดับยีน AXELIOS 1 ตัดราคา Illumina Roche เปิดตัวแพลตฟอร์มอ่านลำดับยีนรุ่นใหม่ของตนเองในราคา 750,000 ดอลลาร์ ต่ำกว่าเครื่องของ Illumina ซึ่งท้าทายส่วนแบ่งตลาด 70% ของ Illumina และเปิดช่องทางการเติบโตใหม่ในตลาดอ่านลำดับยีนมูลค่า 7.3 พันล้านดอลลาร์

    การเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ที่เข้าสู่ตลาดขนาดใหญ่และเติบโตเร็ว และสร้างแรงกดดันต่อคู่แข่งรายสำคัญ

  • Divarasib เอาชนะยายับยั้ง KRAS ที่ได้รับอนุมัติในระยะที่ 3 divarasib ของ Genentech แสดงให้เห็นการรอดชีวิตโดยปราศจากการลุกลามและโดยรวมที่ดีกว่ายา KRAS G12C ปัจจุบันในมะเร็งปอด ข้อมูลระยะท้ายที่เป็นบวกลดเพิ่มโอกาสที่จะได้ยาขายดีตัวใหม่และเสริมความแข็งแกร่งให้ไปป์ไลน์ของ Roche

    ชัยชนะทางคลินิกครั้งใหม่ที่อาจนำไปสู่ยามะเร็งที่ดีที่สุดในกลุ่มและรายได้ในอนาคต

▲4

ความก้าวหน้าด้านไปป์ไลน์และผลิตภัณฑ์วินิจฉัยของ Roche พุ่งแรงจากชัยชนะของ FDA และผลิตภัณฑ์ใหม่

  • FDA รับคำขออนุมัติสูตรผสม Lunsumio-Polivy FDA รับคำขอของ Roche สำหรับสูตรผสมรักษามะเร็งต่อมน้ำเหลืองที่ไม่ต้องใช้เคมีบำบัด ซึ่งลดความเสี่ยงการลุกลามของโรคได้ 59% หากได้รับอนุมัติ จะเปิดทางเลือกการรักษาใหม่ในมะเร็งที่รักษายาก สนับสนุนการเติบโตของยอดขายในอนาคต

    ความก้าวหน้าด้านการกำกับดูแลครั้งใหม่ที่ขยายกลุ่มผลิตภัณฑ์มะเร็งของ Roche และรายได้ที่มีศักยภาพ

  • FDA ให้การพิจารณาแบบเร่งด่วนแก่ Enspryng สำหรับโรคตาที่เกิดจากต่อมไทรอยด์ FDA ให้การพิจารณาแบบเร่งด่วนแก่ Enspryng ในฐานะการรักษาที่บ้านรายแรกสำหรับโรคตาที่เกิดจากต่อมไทรอยด์ โดยมีกำหนดตัดสินในเดือนตุลาคม 2026 ซึ่งอาจเพิ่มข้อบ่งชี้ใหม่ให้กับยาที่มีอยู่แล้ว เสริมศักยภาพด้านยอดขาย

    ปัจจัยกระตุ้นด้านการกำกับดูแลครั้งใหม่ที่อาจขยายข้อบ่งชี้และรายได้ของยาที่ได้รับอนุมัติแล้ว

  • Roche เปิดตัวเครื่องอ่านลำดับยีน AXELIOS 1 ตัดราคา Illumina Roche เปิดตัวแพลตฟอร์มอ่านลำดับยีนรุ่นใหม่ของตนเองในราคา 750,000 ดอลลาร์ ต่ำกว่าเครื่องของ Illumina ซึ่งท้าทายส่วนแบ่งตลาด 70% ของ Illumina และเปิดช่องทางการเติบโตใหม่ในตลาดอ่านลำดับยีนมูลค่า 7.3 พันล้านดอลลาร์

    การเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ที่เข้าสู่ตลาดขนาดใหญ่และเติบโตเร็ว และสร้างแรงกดดันต่อคู่แข่งรายสำคัญ

  • Divarasib เอาชนะยายับยั้ง KRAS ที่ได้รับอนุมัติในระยะที่ 3 divarasib ของ Genentech แสดงให้เห็นการรอดชีวิตโดยปราศจากการลุกลามและโดยรวมที่ดีกว่ายา KRAS G12C ปัจจุบันในมะเร็งปอด ข้อมูลระยะท้ายที่เป็นบวกลดเพิ่มโอกาสที่จะได้ยาขายดีตัวใหม่และเสริมความแข็งแกร่งให้ไปป์ไลน์ของ Roche

    ชัยชนะทางคลินิกครั้งใหม่ที่อาจนำไปสู่ยามะเร็งที่ดีที่สุดในกลุ่มและรายได้ในอนาคต

Eli Lilly and Company (LLY)

Q3 2026
▲2▼2

Lilly แตะ 1 ล้านล้านดอลลาร์จากความต้องการยาลดความอ้วน แต่ความเสี่ยงด้านการแข่งขันและความครอบคลุมเพิ่มขึ้น

  • ความต้องการยาลดความอ้วนขับเคลื่อนรายได้และมูลค่า 1 ล้านล้านดอลลาร์ รายได้พุ่งขึ้น 47.7% เป็น 22.97 พันล้านดอลลาร์ โดยยอดขาย Mounjaro เพิ่มขึ้น 91% ดันให้ Lilly มีมูลค่าตลาดเกิน 1 ล้านล้านดอลลาร์ บริษัทปรับเพิ่มคาดการณ์ทางการเงิน แสดงว่าการเติบโตของยาลดความอ้วนยังเร่งตัวขึ้น

    นี่คือปัจจัยบวกหลักที่ทำให้ราคาหุ้น Lilly พุ่งในไตรมาส 3

  • ไปป์ไลน์และการเข้าถึงขยายตัว Lilly เข้าซื้อ AtaiBeckley รายงานผลการทดลองยารักษาอัลไซเมอร์ในเชิงบวก ได้รับอนุมัติยารักษามะเร็งและอินซูลิน และขยายการเข้าถึงยา GLP-1 ชนิดรับประทาน Foundayo ผ่าน Amazon และ CVS โรงงานแห่งใหม่ในฮูสตันมูลค่า 6.5 พันล้านดอลลาร์จะช่วยเพิ่มอุปทาน

    การดำเนินการเหล่านี้ขยายกลุ่มผลิตภัณฑ์ของ Lilly และทำให้เข้าถึงยาได้ง่ายขึ้น สนับสนุนการเติบโตในอนาคต

  • การแข่งขันรุนแรงขึ้นเมื่อ Novo Nordisk ได้ชัยชนะ Novo Nordisk ได้รับอนุมัติจาก EU สำหรับยา Wegovy ชนิดรับประทาน และ CagriSema ของบริษัทเอาชนะ Zepbound ในการทดลองเปรียบเทียบโดยตรง (น้ำหนักลด 12.4% เทียบกับ 9.1%) ซึ่งคุกคามความเป็นผู้นำของ Lilly ในตลาดยาลดความอ้วน

    การแข่งขันที่เพิ่มขึ้นเป็นความเสี่ยงสำคัญที่อาจกดดันส่วนแบ่งตลาดและราคาของ Lilly

  • อุปสรรคด้านกฎระเบียบและความครอบคลุมเพิ่มขึ้น การยื่นขออนุมัติ Retatrutide ต่อ FDA เลื่อนไปเป็นปี 2027 เนื่องจากความไม่สมดุลของเหตุการณ์หัวใจ การปฏิรูปส่วนลดยาของเยอรมนีนำไปสู่การลดการผลิต และนายจ้างในสหรัฐฯ ประมาณ 14% วางแผนยกเลิกความครอบคลุม GLP-1 ภายในปี 2027

    ความล่าช้าเหล่านี้อาจทำให้ยาสำคัญล่าช้าและลดยอดขายในอนาคต กดดันความรู้สึกของนักลงทุน

กันยายน 2026
▲3▼1

Lilly พุ่งแตะ 1 ล้านล้านดอลลาร์จากความแข็งแกร่งของยาลดความอ้วน แต่คู่แข่งจาก Novo ลดน้ำหนักได้ดีกว่า

  • Lilly ทะลุมูลค่าตลาด 1 ล้านล้านดอลลาร์ Eli Lilly กลายเป็นบริษัทมูลค่า 1 ล้านล้านดอลลาร์ ขับเคลื่อนด้วยยารักษาโรคอ้วน ยอดขาย Mounjaro พุ่ง 91% และรายได้รวมรายไตรมาสเพิ่มขึ้น 47.7% สะท้อนความต้องการมหาศาลสำหรับการรักษาโรคอ้วนและเบาหวาน

    เหตุการณ์สำคัญนี้สะท้อนปัจจัยหลักที่ขับเคลื่อนมูลค่าของ Lilly และความกระตือรือร้นของนักลงทุนในช่วงเวลานี้

  • ยาเม็ด Foundayo ตัวใหม่เริ่มได้รับความนิยม Lilly เปิดตัวยาเม็ด GLP-1 ชื่อ Foundayo ในสหราชอาณาจักร และครองส่วนแบ่งประมาณหนึ่งในสามของผู้ป่วยใหม่ที่ใช้ยาเม็ด GLP-1 ในสหรัฐฯ ช่วยขยายฐานของ Lilly นอกเหนือจากยาฉีด และตอบโจทย์ความชอบของผู้ป่วยที่อยากกินยาเม็ด

    การเติบโตของ Foundayo เป็นความสำเร็จของผลิตภัณฑ์ใหม่ที่ขยายธุรกิจโรคอ้วนของ Lilly

  • ความก้าวหน้าด้านไปป์ไลน์และการผลิต Lilly ได้รับอนุมัติจาก FDA สำหรับยารักษามะเร็งเต้านมแบบผสมและอินซูลินรายสัปดาห์ Onswik ปิดดีล AtaiBeckley และเริ่มก่อสร้างโรงงานที่ Houston มูลค่า 6.5 พันล้านดอลลาร์ ความเคลื่อนไหวเหล่านี้เสริมความแข็งแกร่งให้กับการเติบโตระยะยาวและกำลังการผลิต

    สิ่งเหล่านี้เป็นพัฒนาการใหม่ที่เป็นรูปธรรมซึ่งสนับสนุนรายได้และขนาดการผลิตในอนาคต

  • CagriSema ของ Novo เอาชนะ Zepbound ในการทดลอง CagriSema ของ Novo Nordisk ช่วยให้ผู้ป่วยลดน้ำหนักได้ 12.4% เทียบกับ 9.1% ของ Zepbound/tirzepatide ของ Lilly ในการทดลองเปรียบเทียบโดยตรง หากได้รับอนุมัติ อาจทำให้การเพิ่มส่วนแบ่งตลาดของ Lilly ในกลุ่มโรคอ้วนชะลอลง

    ภัยคุกคามจากการแข่งขันนี้เป็นปัจจัยถ่วงสำคัญต่อโมเมนตัมเชิงบวกของ Lilly

ล่าสุด
▲3▼1

ชัยชนะจากไปป์ไลน์ของ Lilly และการเติบโตของ Foundayo ชดเชยภัยคุกคามจากการแข่งขันของ Novo

  • Foundayo ครองส่วนแบ่งหนึ่งในสามของผู้ป่วยใหม่ที่ใช้ยา GLP-1 ชนิดรับประทาน ยาเม็ดลดน้ำหนักชนิดรับประทาน Foundayo ของ Lilly ปัจจุบันคิดเป็นประมาณหนึ่งในสามของผู้ป่วยใหม่ที่เริ่มใช้ยา GLP-1 ชนิดรับประทาน โดยส่วนแบ่งตลาดเพิ่มขึ้นทุกสัปดาห์ สิ่งนี้แสดงให้เห็นถึงแรงหนุนทางการตลาดที่แท้จริง สนับสนุนการเติบโตของยอดขายในอนาคต และตอกย้ำธุรกิจโรคอ้วนของ Lilly

    แสดงให้เห็นถึงการนำ Foundayo ไปใช้อย่างรวดเร็ว ซึ่งเป็นปัจจัยขับเคลื่อนการเติบโตหลักของธุรกิจโรคอ้วนของ Lilly

  • Retatrutide ลดน้ำหนักได้ถึง 20.8% ในการทดลองระยะที่ 3 ยาโรคอ้วนรุ่นใหม่ retatrutide ของ Lilly ช่วยให้ผู้ป่วยลดน้ำหนักตัวได้ถึง 20.8% ในการทดลองระยะที่ 3 โดยหลายคนไม่เข้าเกณฑ์โรคอ้วนอีกต่อไป สิ่งนี้เสริมความแข็งแกร่งให้กับไปป์ไลน์ของ Lilly และโอกาสการเติบโตในอนาคตนอกเหนือจากยาที่มีอยู่ในปัจจุบัน

    ข้อมูลทางคลินิกเชิงบวกสำหรับสินทรัพย์ในไปป์ไลน์หลักช่วยเพิ่มศักยภาพรายได้ในระยะยาว

  • Foundayo ลดความเสี่ยงโรคหัวใจในการทดลองขนาดใหญ่ Foundayo ลดความเสี่ยงโรคหัวใจได้ 16% เมื่อเทียบกับอินซูลินในการทดลองขนาดใหญ่ โดยมีอัตราการเสียชีวิตที่ต่ำกว่า สิ่งนี้อาจขยายการใช้งานไปยังผู้ป่วยโรคหัวใจ เพิ่มยอดขาย และสร้างความแตกต่างจากคู่แข่ง

    ประโยชน์ต่อระบบหัวใจและหลอดเลือดขยายศักยภาพของข้อบ่งใช้และขอบเขตตลาดของ Foundayo

  • CagriSema ของ Novo เอาชนะ tirzepatide ของ Lilly ในการเปรียบเทียบโดยตรง CagriSema ของ Novo Nordisk ช่วยให้ผู้ป่วยลดน้ำหนักได้ 12.4% เทียบกับ 9.1% สำหรับ tirzepatide ของ Lilly ในการทดลองระยะที่ 3 ภัยคุกคามจากการแข่งขันนี้อาจทำให้การเพิ่มส่วนแบ่งตลาดของ Lilly ชะลอลง หาก CagriSema ได้รับการอนุมัติ

    ความพ่ายแพ้ในการแข่งขันโดยตรงในการทดลองหลักก่อให้เกิดความเสี่ยงต่อความเป็นผู้นำด้านโรคอ้วนของ Lilly

▲3▼1

ไปป์ไลน์และการผลิตของ Lilly ขยายตัวขณะการแข่งขันทวีความรุนแรง

  • FDA อนุมัติสูตรผสมใหม่สำหรับมะเร็งเต้านม FDA ให้การอนุมัติเต็มรูปแบบแก่ Inluriyo ร่วมกับ Verzenio ของ Lilly สำหรับมะเร็งเต้านมที่กลายพันธุ์ ESR1 โดยอ้างอิงจากการทดลองที่สูตรผสมนี้เพิ่มอัตราการรอดชีวิตโดยปราศจากการดำเนินโรคเป็นสองเท่าเมื่อเทียบกับ Inluriyo เพียงอย่างเดียว การอนุมัตินี้ขยายข้อเสนอด้านมะเร็งวิทยาของ Lilly และเพิ่มแหล่งรายได้ใหม่ ช่วยสร้างความหลากหลายนอกเหนือจากยาลดความอ้วน

    การอนุมัติใหม่ช่วยเพิ่มธุรกิจมะเร็งวิทยาและศักยภาพรายได้ของ Lilly โดยตรง

  • Lilly เริ่มก่อสร้างโรงงานที่ Houston มูลค่า $6.5B Lilly เริ่มก่อสร้างโรงงานผลิตมูลค่า $6.5B ใน Houston เพื่อผลิตสารออกฤทธิ์สำหรับยาของบริษัท รวมถึงยา Foundayo สำหรับโรคอ้วนแบบรับประทาน นี่เป็นส่วนหนึ่งของการลงทุนในสหรัฐฯ มูลค่า $50B เพื่อขยายกำลังการผลิตและสร้างความมั่นคงด้านอุปทานสำหรับการเติบโตในอนาคต

    การลงทุนขนาดใหญ่สนับสนุนกำลังการผลิตระยะยาวและห่วงโซ่อุปทาน

  • CagriSema ของ Novo เอาชนะ Zepbound ในการทดลองเปรียบเทียบโดยตรง ในการทดลองระยะที่ 3 CagriSema ของ Novo ช่วยให้ผู้ป่วยลดน้ำหนักได้ 12.4% ภายใน 60 สัปดาห์ เทียบกับ 9.1% สำหรับ Zepbound ของ Lilly ซึ่งบ่งชี้ถึงภัยคุกคามจากการแข่งขันในตลาดโรคอ้วน และอาจทำให้การเพิ่มส่วนแบ่งตลาดของ Lilly ชะลอลงหาก CagriSema ได้รับการอนุมัติ

    ผลการทดลองแข่งขันโดยตรงอาจกดดันธุรกิจโรคอ้วนของ Lilly

  • FDA อนุมัติอินซูลินสัปดาห์ละครั้ง Onswik FDA อนุมัติ Onswik ของ Lilly ซึ่งเป็นอินซูลินพื้นฐานสัปดาห์ละครั้งสำหรับเบาหวานชนิดที่ 2 โดยลดการฉีดจากรายวันเหลือรายสัปดาห์ สิ่งนี้เสริมความแข็งแกร่งให้พอร์ตโฟลิโอเบาหวานของ Lilly และเสนอทางเลือกที่สะดวกยิ่งขึ้น ซึ่งอาจดึงส่วนแบ่งตลาดจากอินซูลินรายวัน

    การอนุมัติผลิตภัณฑ์ใหม่ขยายธุรกิจเบาหวานและตอบโจทย์ความสะดวกของผู้ป่วย

▲4

ลิลลี่ขยายความเป็นผู้นำด้านโรคอ้วน ขณะดีลไปป์ไลน์และเป้านักวิเคราะห์ปรับขึ้น

  • Foundayo คว้า 30% ของผู้ป่วยใหม่ในสหรัฐที่ใช้ยาลดน้ำหนักแบบรับประทาน ยาเม็ดรักษาโรคอ้วนตัวใหม่ของลิลลี่อย่าง Foundayo คว้าส่วนแบ่งผู้ป่วยใหม่ในสหรัฐที่เริ่มใช้ยาลดน้ำหนักแบบรับประทานไปกว่า 30% จากเดิมที่แทบไม่มี ส่วนยาเม็ด Wegovy ของ Novo เคยครองตลาดนี้ราว 90% สิ่งนี้แสดงว่าลิลลี่กำลังชนะใบสั่งยาจริง ไม่ใช่แค่พาดหัวข่าว ซึ่งสนับสนุนยอดขายในอนาคต

    หลักฐานชัดเจนว่าผลิตภัณฑ์ใหม่ล่าสุดของลิลลี่กำลังช่วงชิงส่วนแบ่งตลาด ซึ่งเป็นตัวขับเคลื่อนการเติบโตที่สำคัญ

  • Citi ปรับเป้าราคา LLY ขึ้นสู่ระดับสูงสุดในตลาดที่ $1,600 Citi ปรับเป้าราคาหุ้นลิลลี่ขึ้นเป็น $1,600 สื่อถึงอัพไซด์ราว 45% แม้หุ้นร่วง 8% ในหนึ่งเดือน นักวิเคราะห์ชี้ถึงความเหนือกว่าของลิลลี่ในใบสั่งยารักษาโรคอ้วน การเติบโตของผู้สั่งจ่าย Foundayo และผลการทดลองที่แข็งแกร่งของ retatrutide สิ่งนี้เพิ่มความเชื่อมั่นของนักลงทุน

    การปรับเพิ่มเป้าราคาของนักวิเคราะห์รายใหญ่ตอบโจทย์โดยตรงว่าทำไมหุ้นจึงอาจปรับขึ้นได้แม้เพิ่งอ่อนตัวลง

  • ลิลลี่ปิดดีล AtaiBeckley สำหรับยารักษาโรคซึมเศร้า ลิลลี่ปิดการเข้าซื้อ AtaiBeckley เพิ่ม BPL-003 ยารักษาโรคซึมเศร้าออกฤทธิ์เร็วที่ต้านทานการรักษามาตรฐานได้ ขยายไปป์ไลน์ประสาทวิทยาศาสตร์ของลิลลี่เกินกว่าโรคอ้วน ใช้เงินสดวางรากฐานการเติบโตในอนาคต ลดการพึ่งพายาลดน้ำหนัก

    แสดงว่าลิลลี่กำลังกระจายธุรกิจสู่พื้นที่การรักษาใหม่ ๆ อย่างจริงจัง ซึ่งเป็นบวกเชิงกลยุทธ์

  • ข้อมูลและดีลใหม่หนุนไปป์ไลน์ที่ EASD และอื่น ๆ ลิลลี่จะนำเสนอข้อมูลการทดลองที่แข็งแกร่งของ retatrutide, Foundayo และ eloraTZP ในการประชุมโรคเบาหวานระดับใหญ่ พร้อมลงนามดีลวิจัยใหม่กับ QurCan และ Twist Bioscience ความเคลื่อนไหวเหล่านี้เสริมความแข็งแกร่งของไปป์ไลน์และเทคโนโลยีของลิลลี่ สนับสนุนการเติบโตระยะยาวแม้ยังไม่เพิ่มยอดขายทันที

    เน้นความคืบหน้าของไปป์ไลน์และความร่วมมือที่ต่อเนื่องซึ่งรองรับรายได้ในอนาคต

▲4

ลิลลี่แตะ 1 ล้านล้านดอลลาร์ ขณะที่ยาลดความอ้วนและดีลไปป์ไลน์ขับเคลื่อนการเติบโต

  • ลิลลี่แตะมูลค่าตลาด 1 ล้านล้านดอลลาร์ จากความแข็งแกร่งของยาลดความอ้วน ลิลลี่ข้ามมูลค่าตลาด 1 ล้านล้านดอลลาร์ โดยรายได้ไตรมาส 2 เพิ่มขึ้น 47.7% และยอดขาย Mounjaro เพิ่มขึ้น 91% ธุรกิจยาลดความอ้วนและการขยายการเข้าถึงกำลังขับเคลื่อนการเติบโต และนักวิเคราะห์มองว่ายังมีโอกาสปรับขึ้นอีก

    เหตุการณ์สำคัญนี้สะท้อนขนาดความสำเร็จของลิลลี่และความเชื่อมั่นของนักลงทุน ตอบคำถามโดยตรงว่าทำไมหุ้นจึงเคลื่อนไหว

  • J.P. Morgan ปรับเพิ่มประมาณการจากการเติบโตของยาลดความอ้วน J.P. Morgan ปรับเพิ่มประมาณการรายได้และกำไรต่อหุ้นปี 2027 โดยคงอันดับความน่าลงทุนสูงกว่าราคาตลาดและราคาเป้าหมายที่ $1,400 คาดยอดขายยากลุ่มอินเครตินจะเกิน $100 billion ภายในปี 2030 ขับเคลื่อนโดย Zepbound, Mounjaro และ Foundayo

    การปรับเพิ่มประมาณการของนักวิเคราะห์ส่งสัญญาณความเชื่อมั่นที่เพิ่มขึ้นต่อการเติบโตระยะยาวของลิลลี่ ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญต่อการเคลื่อนไหวของหุ้น

  • ลิลลี่เปิดตัว Foundayo ในสหราชอาณาจักร เป็นตลาดยุโรปแห่งแรก ลิลลี่เปิดตัว Foundayo ยาเม็ดลดน้ำหนักในสหราชอาณาจักร ซึ่งเป็นตลาดยุโรปแห่งแรก ยาเม็ดนี้มีราคา £100-£120 ต่อเดือน ถูกกว่ายาฉีดมาก อาจขยายการเข้าถึงและเพิ่มยอดขาย

    นี่เป็นก้าวที่เป็นรูปธรรมในการขยายธุรกิจยาลดความอ้วนของลิลลี่ทั่วโลก สนับสนุนการเติบโตของรายได้ในอนาคตโดยตรง

  • ลิลลี่สร้างธุรกิจประสาทวิทยาเป็นตัวขับเคลื่อนการเติบโตใหม่ รายได้ธุรกิจประสาทวิทยาเติบโต 32% เป็น $811 million ในครึ่งแรกของปี 2026 นำโดย Kisunla การเข้าซื้อกิจการอย่าง AtaiBeckley และ Centessa เพิ่มสินทรัพย์ในไปป์ไลน์ สร้างความหลากหลายนอกเหนือจากยาลดความอ้วนและลดการพึ่งพายากลุ่ม GLP-1

    สิ่งนี้แสดงความพยายามของลิลลี่ในการสร้างเครื่องยนต์การเติบโตที่สอง ซึ่งอาจรักษาการเติบโตระยะยาวและดึงดูดนักลงทุน

สิงหาคม 2026
▲3▼1

ผลประกอบการไตรมาส 2 ของ Lilly ชนะความคาดหมาย ข่าวความคืบหน้าด้านไปป์ไลน์ชดเชยความเสี่ยงจากการแข่งขันที่เพิ่มขึ้นและความคุ้มครองยา

  • ผลประกอบการไตรมาส 2 ชนะความคาดหมายและปรับเพิ่มคาดการณ์ รายได้ไตรมาส 2 ของ Lilly พุ่งขึ้น 47.7% เป็น 22.97 พันล้านดอลลาร์ ชนะความคาดหมาย โดย Mounjaro และ Zepbound คิดเป็น 65% ของยอดขาย ฝ่ายบริหารปรับเพิ่มคาดการณ์ สะท้อนความมั่นใจในโมเมนตัมที่ต่อเนื่อง

    นี่คือผลประกอบการทางการเงินใหม่หลักที่ขับเคลื่อนหุ้นในเดือนสิงหาคม

  • การขยายไปป์ไลน์และการเข้าถึง Lilly ขยายความได้เปรียบเหนือ Novo Nordisk หลังจาก CagriSema ทำได้ต่ำกว่าคาด Foundayo ได้รับอนุมัติในสหราชอาณาจักร การเข้าถึงในราคาถูกขยายผ่าน Amazon และ CVS และดีลใหม่ในด้าน Alzheimer's มะเร็ง วัคซีน RNA และภูมิคุ้มกันวิทยาเสริมความแข็งแกร่งให้ไปป์ไลน์

    ความคืบหน้าใหม่เหล่านี้สนับสนุนการเติบโตในอนาคตและตำแหน่งการแข่งขัน

  • การขยายฉลากและประหยัดต้นทุน Mounjaro ได้รับฉลากระบุความเสี่ยงต่อหัวใจ ขยายการใช้งาน และ Zepbound แสดงให้เห็นการประหยัดต้นทุน เสริมคุณค่าของผลิตภัณฑ์ ความคืบหน้าเหล่านี้อาจเพิ่มอุปสงค์และการยอมรับจากผู้จ่ายเงิน

    ข้อมูลฉลากและต้นทุนใหม่เป็นปัจจัยบวกเพิ่มเติมสำหรับกลุ่มผลิตภัณฑ์นี้

  • การแข่งขันและอุปสรรคด้านความคุ้มครอง Novo Nordisk เปิดตัว Wegovy แบบรับประทานในเยอรมนี และคาดว่าตลาดโรคอ้วนจะกระจัดกระจาย ประมาณ 14% ของนายจ้างในสหรัฐฯ วางแผนยกเลิกความคุ้มครอง GLP-1 ภายในปี 2027 ซึ่งอาจทำให้การเติบโตของยอดขายในสหรัฐฯ ชะลอลง

    สิ่งเหล่านี้เป็นความเสี่ยงใหม่ด้านการแข่งขันและการเบิกจ่ายยาที่อาจกดดันยอดขายในอนาคต

▲3▼1

ชัยชนะด้านฉลากหัวใจและการดีลไปป์ไลน์ของ Lilly ขยายความเป็นผู้นำ

  • FDA ขยายฉลาก Mounjaro เพื่อลดความเสี่ยงโรคหัวใจ FDA อนุมัติ Mounjaro เพื่อลดความเสี่ยงของหัวใจวาย โรคหลอดเลือดสมอง และการเสียชีวิตที่เกี่ยวข้องกับหัวใจในผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 ที่มีความเสี่ยงสูง ซึ่งทำให้ยามีประโยชน์กับผู้คนมากขึ้น สนับสนุนยอดขายและอำนาจในการตั้งราคา แม้จะเพิ่มแรงกดดันต่อกำลังการผลิตและความคุ้มครองประกัน

    การอนุมัติด้านกฎระเบียบใหม่ขยายตลาดโดยตรงให้กับยาที่ใหญ่ที่สุดของ Lilly

  • Taltz ร่วมกับ Zepbound แสดงประโยชน์ที่ยั่งยืนหนึ่งปี การทดลองระยะ 3b แสดงให้เห็นว่าการใช้ Taltz ร่วมกับ Zepbound ช่วยให้ผู้ป่วยโรคสะเก็ดเงินและโรคอ้วนมีผิวที่ใสขึ้นและลดน้ำหนักได้มากกว่าใช้ Taltz เพียงอย่างเดียวหลังหนึ่งปี ซึ่งสนับสนุนการใช้ยา Lilly ร่วมกัน และอาจเพิ่มยอดขายของทั้งสองผลิตภัณฑ์

    ข้อมูลทางคลินิกใหม่สนับสนุนการใช้ยา Lilly สองตัวร่วมกันในวงกว้างขึ้น

  • Lilly ซื้อ Merida Biosciences มูลค่าสูงสุด 2.875 พันล้านดอลลาร์ Lilly ตกลงซื้อ Merida Biosciences มูลค่าสูงสุด 2.875 พันล้านดอลลาร์ ได้ยาภูมิคุ้มกันระยะเริ่มต้นสำหรับโรค Graves และโรคตาไทรอยด์ ซึ่งใช้เงินสดจากธุรกิจโรคอ้วนของ Lilly ในการขยายไปสู่พื้นที่การรักษาใหม่ แม้ยายังต้องใช้เวลาอีกหลายปีกว่าจะออกสู่ตลาด

    การเข้าซื้อครั้งใหญ่แสดงให้เห็นว่า Lilly ใช้เงินสดสร้างการเติบโตใหม่นอกเหนือจากยาโรคอ้วน

  • Novo เปิดตัว Wegovy แบบเม็ดในเยอรมนี ขณะที่การแข่งขันเพิ่มขึ้น Novo Nordisk เปิดตัวยาเม็ด Wegovy ในเยอรมนี ซึ่งเป็นตลาดยาที่ใหญ่ที่สุดใน EU และคาดว่าเม็ดยาจะครองสัดส่วนกว่าหนึ่งในสามของการใช้ GLP-1 ภายในปี 2030 ยาเม็ด Foundayo ของ Lilly อยู่ในอังกฤษและมุ่งเป้า 40+ ตลาด ดังนั้นนี่คือการแข่งขันจริงในตลาดโรคอ้วนแบบรับประทาน

    การเปิดตัวของคู่แข่งโดยตรงในตลาดสำคัญคุกคามส่วนแบ่งตลาด GLP-1 แบบรับประทานที่กำลังเติบโตของ Lilly

▲3▼1

ความเป็นผู้นำ GLP-1 ของ Lilly ขยายตัว แต่ความเสี่ยงด้านความคุ้มครองของนายจ้างและราคาเพิ่มขึ้น

  • Zepbound แสดงให้เห็นว่าลดค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพในผู้สูงอายุ การศึกษาในโลกจริงพบว่าผู้ใช้ Zepbound ที่มีอายุเกิน 55 ปีมีค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพต่ำลงถึง 38% โดยประหยัดได้ถึง $607 ต่อผู้ป่วยต่อเดือนภายใน 12 เดือน หลักฐานนี้อาจโน้มน้าวให้ Medicare และบริษัทประกันครอบคลุมยาลดความอ้วน ซึ่งสนับสนุนอุปสงค์

    การศึกษานี้กล่าวถึงการต่อต้านจากผู้จ่ายเงินโดยตรง ซึ่งเป็นความเสี่ยงสำคัญ โดยแสดงการประหยัดค่าใช้จ่ายที่อาจขยายความคุ้มครองและอุปสงค์

  • 14% ของนายจ้างสหรัฐฯ จะยกเลิกความคุ้มครองยาลดความอ้วนภายในปี 2027 การสำรวจแสดงว่านายจ้างสหรัฐฯ ประมาณ 14% วางแผนยุติความคุ้มครอง GLP-1 ภายในปี 2027 เนื่องจากต้นทุนที่เพิ่มขึ้น โดยสัดส่วนที่ครอบคลุมยาลดความอ้วนลดลงแล้วจาก 72% เหลือ 60% ซึ่งอาจลดใบสั่งยา Zepbound และชะลอการเติบโตของยอดขายในสหรัฐฯ

    นี่คือภัยคุกคามใหม่ที่เป็นรูปธรรมต่ออุปสงค์จากกลุ่มผู้จ่ายเงินรายใหญ่ ซึ่งสวนทางกับเรื่องเล่าความคุ้มครองเชิงบวกโดยตรง

  • FDA อนุมัติการตรวจเลือด Alzheimer's ของ Lilly-Roche FDA อนุมัติการตรวจเลือด Elecsys pTau217 ซึ่งพัฒนาร่วมกับ Roche เป็นการทดสอบไบโอมาร์กเกอร์เดี่ยวรายการแรกที่ยืนยันหรือตัดออกพยาธิสภาพอะไมลอยด์ของ Alzheimer's ซึ่งอาจขยายการวินิจฉัยและเพิ่มตลาดสำหรับยา donanemab ของ Lilly

    การอนุมัตินี้เปิดทางสู่การวินิจฉัยและรักษา Alzheimer's ที่กว้างขึ้น ซึ่งเป็นพื้นที่เติบโตใหม่ที่อาจเกิดขึ้นนอกเหนือจากยา GLP-1

  • กลุ่มผลิตภัณฑ์มะเร็งเติบโต 11% สร้างความหลากหลายนอกเหนือจาก GLP-1 รายได้ด้านมะเร็งของ Lilly เพิ่มขึ้น 11% เป็น $4.84 พันล้านในครึ่งปีแรก โดยยารุ่นใหม่เช่น Jaypirca เพิ่มขึ้น 66% และ Inluriyo สร้างรายได้ $110 ล้าน ซึ่งแสดงว่า Lilly กำลังสร้างเครื่องยนต์การเติบโตที่สอง ลดการพึ่งพายาลดความอ้วน

    ข้อมูลใหม่นี้เน้นฐานรายได้ที่กว้างขึ้น ซึ่งสำคัญต่อการเติบโตระยะยาวและการลดความเสี่ยง

▲3▼1

ธุรกิจโรคอ้วนของ Lilly ยังคงชนะอย่างต่อเนื่อง ขณะที่ไปป์ไลน์และขอบเขตทั่วโลกขยายตัว

  • สหราชอาณาจักรอนุมัติ Foundayo สำหรับลดน้ำหนักและเบาหวาน อังกฤษอนุมัติยาเม็ดลดน้ำหนักวันละครั้ง Foundayo ของ Lilly สำหรับทั้งโรคอ้วนและเบาหวานชนิดที่ 2 ถือเป็นการอนุมัติครั้งแรกในยุโรป ยาเม็ดใช้สะดวกกว่าการฉีดสำหรับผู้ป่วย จึงเปิดตลาดใหม่และขยายความได้เปรียบของ Lilly เหนือยาเม็ดคู่แข่งของ Novo

    การอนุมัติด้านกฎระเบียบใหม่ขยายตลาดที่ Lilly เข้าถึงได้และเสริมความแข็งแกร่งในการแข่งขัน

  • Lilly เพิ่มดีลด้าน Alzheimer's และ ion channel Lilly ซื้อสิทธิ์ในยารักษา Alzheimer's ระยะเริ่มต้นด้วยเงินจ่ายล่วงหน้า $10 million (เพิ่มได้ถึง $1 billion หากได้ผล) และจับมือกับ OmniAb ในโครงการ ion channel มูลค่าสูงถึง $370 million การลงทุนเล็กๆ เหล่านี้เติมไปป์ไลน์นอกเหนือจากยาลดน้ำหนัก

    ดีลใหม่ช่วยกระจายไปป์ไลน์ของ Lilly และลดการพึ่งพา GLP-1

  • Lilly จับมือพัฒนาวัคซีน RNA Lilly ลงนามข้อตกลงวิจัยและให้สิทธิ์กับ Amplitude Therapeutics เพื่อพัฒนาวัคซีน trans-amplifying RNA สำหรับโรคติดเชื้อ พร้อมออปชันสำหรับเป้าหมายเพิ่มอีกสองรายการ เป็นการก้าวเข้าสู่พื้นที่การรักษาใหม่ในระยะเริ่มต้น โดยใช้เงินสดของ Lilly ในการวางรากฐานสำหรับการเติบโตในอนาคต

    ความร่วมมือใหม่ขยายฐานเทคโนโลยีของ Lilly สู่วัคซีน

  • ซีอีโอ Novo กล่าวว่าตลาดโรคอ้วนจะไม่ใช่ผู้ชนะกินรวบ ซีอีโอของ Novo Nordisk กล่าวว่าตลาดโรคอ้วนจะแบ่งกันระหว่างผู้เล่นหลายราย เหมือนแบรนด์น้ำอัดลมต่างๆ มากกว่าจะมีผู้ชนะรายเดียว Wegovy ชนิดรับประทานของ Novo ครองส่วนแบ่ง 90% ของตลาด GLP-1 ชนิดรับประทานแล้ว นี่เป็นเครื่องเตือนว่าความเป็นผู้นำของ Lilly อาจมีขีดจำกัดเมื่อการแข่งขันเพิ่มขึ้น

    เป็นปัจจัยถ่วงดุลที่แท้จริง: การแข่งขันอาจจำกัดส่วนแบ่งตลาดระยะยาวของ Lilly

▲4

ธุรกิจรักษาโรคอ้วนของ Lilly ยังคงชนะต่อเนื่อง เมื่อตลาดใหม่และชัยชนะทางกฎหมายเพิ่มขึ้น

  • สหราชอาณาจักรอนุมัติ Foundayo เป็นตลาดแรกนอกสหรัฐฯ หน่วยงานกำกับดูแลของอังกฤษอนุมัติ Foundayo ยาเม็ดลดน้ำหนักวันละครั้งของ Lilly ซึ่งเป็นการอนุมัติครั้งแรกนอกสหรัฐฯ เปิดตลาดใหม่สำหรับยารักษาโรคอ้วนในรูปแบบเม็ดที่อาจเข้าถึงผู้ป่วยที่ไม่ชอบฉีด ยังไม่จำหน่ายผ่าน NHS ขณะที่หน่วยงานกำกับดูแลด้านราคาอยู่ระหว่างทบทวน

    การอนุมัติด้านกฎระเบียบครั้งใหม่ขยายตลาดที่ Lilly เข้าถึงได้ให้กว้างเกินสหรัฐฯ

  • Amazon และ CVS ขยายการเข้าถึงยาของ Lilly ในราคาถูก Amazon Pharmacy จะเสนอ Zepbound แบบปากกาและ Foundayo แบบเม็ดของ Lilly ให้ผู้ป่วย Medicare ในราคา $50 ต่อเดือน และ CVS ขยายโปรแกรมจัดการน้ำหนักร่วมกับ Lilly เพิ่มการเข้าถึงผ่านแอปและการเข้าคลินิกในราคา $29 การเข้าถึงที่ง่ายและถูกขึ้นควรเพิ่มปริมาณใบสั่งยา

    ข้อตกลงการจัดจำหน่ายใหม่เพิ่มจำนวนผู้ป่วยที่เข้าถึงยาของ Lilly ได้โดยตรง

  • Lilly ฟ้องผู้ขาย retatrutide ที่ไม่ได้รับอนุมัติ Lilly ยื่นฟ้อง 6 คดีต่อธุรกิจที่ขายเวอร์ชันไม่ได้รับอนุมัติของ retatrutide ยารักษาโรคอ้วนที่อยู่ระหว่างทดลอง และส่งเรื่องกว่า 200 รายให้หน่วยงานตรวจสอบ การดำเนินการนี้ปกป้องธุรกิจในอนาคตจากสินค้าลอกเลียนที่ไม่ปลอดภัย และรักษาตลาดให้พร้อมสำหรับยาจริงเมื่อได้รับการอนุมัติ

    การดำเนินการทางกฎหมายปกป้องตัวขับเคลื่อนการเติบโตในอนาคตที่สำคัญจากการแข่งขันที่ผิดกฎหมาย

  • นักวิเคราะห์ปรับเพิ่มเป้าหมายจากโอกาสโรคอ้วนในต่างประเทศ BofA ปรับเพิ่มราคาเป้าหมายของ Lilly เป็น $1,344 และระบุว่ายอดขายโรคอ้วนในต่างประเทศอาจแซงสหรัฐฯ ในที่สุด โดยคาดว่ายอดขายสูงสุดของ Foundayo ส่วนใหญ่จะอยู่ต่างประเทศ ธนาคารอื่นก็ปรับเพิ่มเป้าหมายหลังผลประกอบการไตรมาส 2 แข็งแกร่ง สะท้อนความเชื่อมั่นที่เพิ่มขึ้นในเส้นทางการเติบโตระดับโลกของ Lilly

    การปรับเพิ่มเป้าหมายของนักวิเคราะห์บ่งชี้ว่าตลาดมองเห็นอัพไซด์เพิ่มเติมจากการขยายตัวในต่างประเทศ

▲4

ผลประกอบการ Q2 ที่เหนือความคาดหมายและแนวโน้มที่ปรับเพิ่มขึ้นตอกย้ำความเป็นผู้นำตลาดยาลดความอ้วนของ Lilly

  • ผลประกอบการ Q2 เหนือความคาดหมายและปรับเพิ่มแนวโน้ม Lilly รายงานรายได้ Q2 ที่ $22.97 billion เพิ่มขึ้น 47.7% และกำไรต่อหุ้นปรับปรุงที่ $8.38 สูงกว่าประมาณการ 27% ฝ่ายบริหารปรับเพิ่มแนวโน้มรายได้ทั้งปีเป็น $85–$87 billion และกำไรต่อหุ้นเป็น $36.25 หุ้นพุ่งขึ้นมากถึง 7% จากข่าวนี้ สะท้อนอุปสงค์ที่แข็งแกร่งสำหรับยารักษาโรคอ้วนและเบาหวาน

    นี่คือเหตุการณ์ใหม่หลักที่ตอบคำถามโดยตรงว่าทำไม LLY จึงเคลื่อนไหวในขณะนี้

  • ยอดขาย Mounjaro และ Zepbound พุ่งแรง ยอดขาย Mounjaro พุ่งขึ้น 91% เป็น $9.94 billion และ Zepbound ทำรายได้ $4.93 billion รวมกันคิดเป็น 65% ของรายได้ทั้งหมด สะท้อนว่าธุรกิจ GLP-1 ของ Lilly ยังเติบโตอย่างรวดเร็ว ขับเคลื่อนผลกำไรที่เหนือความคาดหมาย และสร้างความเชื่อมั่นว่าอุปสงค์ยังคงแข็งแกร่งแม้มีการแข่งขัน

    อธิบายปัจจัยพื้นฐานเบื้องหลังผลประกอบการที่เหนือความคาดหมายและการปรับเพิ่มแนวโน้ม รวมถึงการเคลื่อนไหวของหุ้น

  • ความล้มเหลวของ Novo Nordisk เสริมความได้เปรียบในการแข่งขันของ Lilly ยารักษาโรคอ้วนรุ่นใหม่ CagriSema ของ Novo Nordisk ทำได้ด้อยกว่า Zepbound ของ Lilly ในการควบคุมน้ำตาลในเลือด และ Novo ให้แนวโน้มยอดขายลดลงพร้อมลดพนักงาน 9,000 ตำแหน่ง สิ่งนี้เสริมความแข็งแกร่งให้ Lilly ในฐานะผู้นำที่ชัดเจนในตลาดโรคอ้วน ซึ่งสนับสนุนอำนาจการตั้งราคาและการเติบโตระยะยาว

    เน้นการเปลี่ยนแปลงด้านการแข่งขันที่สำคัญซึ่งเป็นประโยชน์ต่อ Lilly และเป็นข้อมูลใหม่

  • แผนยื่นขออนุมัติ retatrutide ในต้นปี 2027 Lilly วางแผนยื่นขออนุมัติยารักษาโรคอ้วนรุ่นใหม่ retatrutide ในต้นปี 2027 ยานี้ช่วยให้ผู้ป่วยลดน้ำหนักตัวได้มากกว่า 20% และอาจรักษาโรคหยุดหายใจขณะหลับและลดความเสี่ยงโรคหัวใจได้ด้วย นักวิเคราะห์มองว่าเป็นตัวขับเคลื่อนการเติบโตในอนาคต แม้จะยังไม่สร้างรายได้จนถึงหลังปี 2027

    เป็นความคืบหน้าด้านไปป์ไลน์ใหม่ที่ตอกย้ำเรื่องราวการเติบโตระยะยาวของ Lilly

กรกฎาคม 2026
▲2▼1

ลิลลี่ทำสถิติสูงสุดจากความต้องการยาลดความอ้วน แต่การแข่งขันและความล่าช้ากำลังคุกคาม

  • ความต้องการยารักษาโรคอ้วนขับเคลื่อนผลประกอบการระดับสถิติ ลิลลี่ทำสถิติสูงสุด เนื่องจากความต้องการยารักษาโรคอ้วนพุ่งสูง โดยรายได้เพิ่มขึ้น 55.5% เป็น 19.8 พันล้านดอลลาร์ และปรับเพิ่มคาดการณ์กำไร JPMorgan ปรับเพิ่มราคาเป้าหมายเป็น 1,400 ดอลลาร์ สะท้อนความเชื่อมั่นที่แข็งแกร่ง

    นี่คือปัจจัยบวกหลักที่ขับเคลื่อนผลตอบแทนระดับสถิติของหุ้นในเดือนกรกฎาคม

  • การขยายไปป์ไลน์และการลงทุนเชิงกลยุทธ์ ลิลลี่ขยายไปป์ไลน์ผ่านการเข้าซื้อ AtaiBeckley มูลค่า 3.8 พันล้านดอลลาร์ ข้อมูลเชิงบวกเกี่ยวกับอัลไซเมอร์ การอนุมัติ Ebglyss ในแคนาดา การลงทุนด้านการผลิตในสหรัฐฯ และพันธมิตรด้านการค้นพบยาด้วย AI ซึ่งสนับสนุนการเติบโตในอนาคต

    ความเคลื่อนไหวเหล่านี้เสริมศักยภาพการเติบโตระยะยาวของลิลลี่และสร้างความหลากหลายทางธุรกิจ

  • Retatrutide มีแนวโน้มดีแต่เผชิญความล่าช้า Retatrutide แสดงผลการลดน้ำหนักในระยะที่ 3 ที่แข็งแกร่ง แต่ความไม่สมดุลของเหตุการณ์เกี่ยวกับหัวใจต้องจับตามอง การยื่นขออนุมัติต่อ FDA เลื่อนไปเป็นต้นปี 2027 เนื่องจากข้อมูลการผลิตไม่ครบถ้วน ทำให้ปัจจัยขับเคลื่อนการเติบโตที่สำคัญล่าช้าออกไป

    นี่คือความคืบหน้าสำคัญของไปป์ไลน์ที่มีทั้งประสิทธิภาพเชิงบวกและความล่าช้าด้านกฎระเบียบในเชิงลบ

  • การแข่งขันและแรงกดดันด้านนโยบายทวีความรุนแรง การปฏิรูประบบส่วนลดยาของเยอรมนีทำให้ลิลลี่ลดกำลังการผลิตในประเทศนั้น และ Novo Nordisk ได้รับอนุมัติในสหภาพยุโรปสำหรับ Wegovy ชนิดรับประทาน ซึ่งเพิ่มการแข่งขัน แรงกดดันเหล่านี้อาจส่งผลต่อยอดขายและอัตรากำไรในอนาคต

    สิ่งเหล่านี้เป็นความเสี่ยงสำคัญที่เกิดขึ้นในเดือนกรกฎาคมและอาจส่งผลต่อเส้นทางการเติบโตของลิลลี่

▲4

ความเหนือกว่าของ Lilly ในตลาด GLP-1 เติบโตขึ้น ขณะที่ไปป์ไลน์และการผลิตขยายตัว

  • รายได้ไตรมาส 1 พุ่ง 55.5% จากการเปิดตัว Foundayo รายได้ไตรมาสแรกของ Lilly พุ่งขึ้น 55.5% แตะ 19.8 พันล้านดอลลาร์ สูงกว่าที่คาดการณ์ไว้ โดยได้แรงหนุนจากยอดขาย Foundayo ยา GLP-1 ชนิดรับประทานตัวใหม่ รวมถึงยอดขายที่แข็งแกร่งของ Mounjaro และ Zepbound ฝ่ายบริหารได้ปรับเพิ่มคำแนะนำผลประกอบการทั้งปี และนักวิเคราะห์ได้ตั้งราคาเป้าหมายไว้ที่ 1,365 ดอลลาร์ สะท้อนความเชื่อมั่นในศักยภาพการทำกำไรของ Lilly

    สิ่งนี้แสดงให้เห็นถึงเครื่องยนต์ทางการเงินหลักที่ขับเคลื่อนหุ้นของ Lilly และเหตุผลที่นักวิเคราะห์ยังคงมองบวก

  • Retatrutide ประสบความสำเร็จในระยะที่ 3 เตรียมยื่นขออนุมัติต่อ FDA retatrutide ยารักษาโรคอ้วนรุ่นใหม่ของ Lilly สามารถลดน้ำหนักได้สูงสุดถึง 22.6% ในการทดลองระยะที่ 3 โดยมีแผนยื่นขออนุมัติต่อ FDA ในต้นปี 2027 ซึ่งจะเสริมความแข็งแกร่งให้กับธุรกิจโรคอ้วนในอนาคตของ Lilly แม้ว่าจะมีความไม่สมดุลเล็กน้อยในเหตุการณ์หัวใจร้ายแรงที่ต้องจับตามอง

    สิ่งนี้ยืนยันถึงปัจจัยขับเคลื่อนการเติบโตที่สำคัญในอนาคต และสะท้อนถึงความล่าช้าที่เกิดขึ้นก่อนหน้านี้ว่าไปป์ไลน์กลับมาอยู่ในเส้นทางที่ถูกต้องแล้ว

  • Lilly ขยายการผลิตในสหรัฐฯ ร่วมกับ Resilience Lilly และ Resilience ลงทุน 750 ล้านดอลลาร์เพื่อขยายการผลิตอุปกรณ์ฉีด KwikPen ในสหรัฐฯ สร้างงาน 400 ตำแหน่ง และเพิ่มกำลังการผลิตสำหรับยารักษาโรคเบาหวานและโรคอ้วน ซึ่งช่วยให้ Lilly สามารถรองรับความต้องการที่พุ่งสูงขึ้น และลดการพึ่งพาการผลิตจากต่างประเทศ

    สิ่งนี้จัดการกับข้อจำกัดด้านอุปทานที่อาจจำกัดการเติบโตโดยตรง และแสดงให้เห็นว่า Lilly ลงทุนในธุรกิจหลักของตน

  • Lilly เข้าร่วมพันธมิตรค้นพบยาด้วย AI ของ Illumina Lilly ได้เข้าร่วมเป็นผู้มีส่วนร่วมหลักใน Billion Cell Atlas ของ Illumina เพื่อเข้าถึงข้อมูลทางพันธุกรรมจำนวนมหาศาลเพื่อเร่งการค้นพบยาด้วย AI ความเคลื่อนไหวระยะยาวนี้อาจช่วยกระจายไปป์ไลน์ของ Lilly ให้พ้นจากยา GLP-1 และรักษาตำแหน่งผู้นำด้านนวัตกรรมชีวเทคโนโลยี

    สิ่งนี้บ่งชี้ถึงการผลักดันเชิงกลยุทธ์สู่เทคโนโลยีรุ่นใหม่ที่อาจสร้างยาใหม่และลดการพึ่งพาธุรกิจเดียว

▲1▼1

ลิลลี่ซื้อไปป์ไลน์ยารักษาโรคซึมเศร้า แต่การยื่นขออนุมัติ retatrutide เลื่อนไปปี 2027

  • ลิลลี่จะซื้อ AtaiBeckley ในวงเงินสูงสุด $3.8B ลิลลี่ตกลงจ่าย $2.8B ล่วงหน้า บวกอีกสูงสุด $1B หากบรรลุเป้าหมาย สำหรับ AtaiBeckley และยารักษาโรคซึมเศร้าด้วยสารไซเคเดลิกที่อยู่ระหว่างการทดลอง ใช้เงินสดของลิลลี่เพื่อเพิ่มพื้นที่การเติบโตใหม่นอกเหนือจากยาลดน้ำหนัก แม้ต้นทุนล่วงหน้าจะเป็นเม็ดเงินจริง

    นี่คือดีลใหม่ที่ใหญ่ที่สุดในงวดนี้ และแสดงให้เห็นว่าลิลลี่ใช้กำไรจากยาโรคอ้วนเพื่อกระจายความเสี่ยงอย่างไร

  • การยื่นขออนุมัติ retatrutide เลื่อนไปต้นปี 2027 ลิลลี่เลื่อนการยื่นขออนุมัติยารักษาโรคอ้วนรุ่นใหม่ retatrutide ออกไป เนื่องจากต้องการข้อมูลด้านการผลิตและการควบคุมคุณภาพเพิ่มเติมสำหรับหน่วยงานกำกับดูแล ตัวยายังได้ผลดีในการทดลอง แต่ความล่าช้าหมายความว่าแรงขับเคลื่อนการเติบโตในอนาคตที่สำคัญจะมาถึงช้ากว่าที่คาด

    นี่คือปัจจัยลบใหม่หลัก และส่งผลโดยตรงต่อโอกาสยารักษาโรคอ้วนตัวใหญ่ตัวต่อไปของลิลลี่

▼2▲1

ธุรกิจโรคอ้วนของ Lilly ขับเคลื่อนการเติบโตขณะขยายสู่กลุ่มยารักษาโรคใหม่

  • การปฏิรูปต้นทุนของเยอรมนีเพิ่มส่วนลดคืน ทำให้ Lilly ลดการผลิต เยอรมนีผ่านกฎหมายบังคับให้บริษัทยาจ่ายส่วนลดคืนในอัตราที่สูงขึ้น โดยมีเป้าหมายลดค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพ 16 พันล้านยูโร CEO ของ Lilly กล่าวว่าบริษัทจะลดแผนการผลิตในประเทศดังกล่าว ซึ่งเป็นอุปสรรคที่แท้จริงต่อธุรกิจในยุโรปและการลงทุนของบริษัท

    ความพ่ายแพ้ด้านกฎระเบียบที่เป็นรูปธรรมซึ่งอาจกระทบยอดขายและการขยายตัวของ Lilly ในตลาดสำคัญ

  • Lilly เข้าซื้อ AtaiBeckley มูลค่าสูงสุด 3.8 พันล้านดอลลาร์ Lilly กำลังซื้อบริษัทยาจิตเวชประสาท AtaiBeckley ด้วยเงินสดล่วงหน้าประมาณ 2.8 พันล้านดอลลาร์ บวกเพิ่มสูงสุด 1 พันล้านดอลลาร์ตามเงื่อนไขความสำเร็จ การซื้อครั้งนี้เพิ่มการรักษาที่มีศักยภาพสำหรับภาวะซึมเศร้าที่ดื้อต่อการรักษาเข้าสู่สายการพัฒนายาของ Lilly แสดงให้เห็นว่าบริษัทใช้เงินสดขยายธุรกิจนอกเหนือจากยาลดน้ำหนัก

    การเคลื่อนไหวเชิงกลยุทธ์ใหม่ที่ขยายสายการพัฒนายาของ Lilly และส่งสัญญาณความทะเยอทะยานในการเติบโตระยะยาว

  • Novo Nordisk ได้รับอนุมัติจาก EU สำหรับ Wegovy ชนิดรับประทาน Novo Nordisk ได้รับการอนุมัติจาก EU สำหรับยาเม็ด GLP-1 ชนิดรับประทานตัวแรกสำหรับการจัดการน้ำหนัก ทำให้นผู้ป่วยมีทางเลือกแบบเม็ดควบคู่กับการฉีด สิ่งนี้เพิ่มความรุนแรงของการแข่งขันกับยารักษาโรคอ้วนของ Lilly ในยุโรป ซึ่งความนิยมในยาเม็ดอาจเปลี่ยนส่วนแบ่งตลาด

    ภัยคุกคามจากการแข่งขันโดยตรงในตลาดโรคอ้วนหลักที่อาจกดดันการเติบโตของ Lilly

▲3

ลิลลี่ได้อานิสงส์จากความต้องการยาลดความอ้วนและการขยาย Medicare สู่ระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์

  • JPMorgan ปรับเพิ่มราคาเป้าหมายเป็น $1,400 หุ้นทำสถิติสูงสุด JPMorgan ปรับเพิ่มราคาเป้าหมายของ LLY จาก $1,300 เป็น $1,400 และย้ำน้ำหนักการลงทุนที่ overweight โดยอ้างถึงความต้องการที่แข็งแกร่งของ Mounjaro และ Zepbound หุ้นทำสถิติสูงสุดใหม่เหนือ $1,200 โดยมูลค่าตลาดทะลุ $1.1 ล้านล้าน นักวิเคราะห์คาดว่ากำไรไตรมาส 2 จะสูงกว่าที่ตลาดคาด

    นี่คือการดำเนินการใหม่ของนักวิเคราะห์ที่ผลักดันหุ้นโดยตรงและสะท้อนความเชื่อมั่นต่อการเติบโตในอนาคต

  • ลิลลี่นำเสนอข้อมูลโรคอัลไซเมอร์ที่ AAIC 2026 ลิลลี่จะนำเสนอ 16 บทคัดย่อในงานประชุมโรคอัลไซเมอร์ รวมถึงข้อมูลใหม่เกี่ยวกับการรักษาด้วย Kisunla และการตรวจเลือด P-tau217 ที่อาจทำให้การวินิจฉัยง่ายขึ้น ซึ่งช่วยผลักดันไปป์ไลน์ให้ก้าวข้ามโรคอ้วน มอบปัจจัยขับเคลื่อนการเติบโตระยะยาวอีกประการ

    นี่คือความคืบหน้าใหม่ของไปป์ไลน์ที่แสดงความแข็งแกร่งด้านการวิจัยที่กว้างขึ้นของลิลลี่นอกเหนือจากยาลดน้ำหนัก

  • แคนาดาสนับสนุนยา Ebglyss สำหรับโรคผิวหนังอักเสบของลิลลี่ หน่วยงานด้านยาของแคนาดาให้คำแนะนำเชิงบวกสำหรับ Ebglyss การรักษาโรคผิวหนังอักเสบของลิลลี่ ซึ่งอาจนำไปสู่การเบิกจ่ายจากภาครัฐและการเข้าถึงผู้ป่วยในวงกว้างขึ้น Ebglyss ได้รับการอนุมัติในแคนาดาและประเทศอื่นๆ แล้ว และสิ่งนี้ขยายการเข้าถึง

    นี่คือชัยชนะด้านกฎระเบียบใหม่ที่ขยายฐานรายได้ของลิลลี่นอกเหนือจากโรคอ้วนและโรคเบาหวาน

Q2 2026
▲4

ลิลลี่ทำสถิติสูงสุดจากความครอบคลุมยารักษาโรคอ้วนของ Medicare และความคืบหน้ายารักษามะเร็ง

  • Medicare เปิดยารักษาโรคอ้วนให้เข้าถึงคนหลายล้าน เริ่มตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม โครงการ GLP-1 Bridge ของ Medicare เสนอ Zepbound และ Foundayo ของ Lilly ในราคาคงที่ $50 ต่อเดือน ผู้สูงอายุมากถึง 20 ล้านคนอาจมีสิทธิ์ ซึ่งเป็นตลาดใหม่ขนาดใหญ่สำหรับยารักษาโรคอ้วนที่ก่อนหน้านี้ไม่มีความครอบคลุมกว้างขวาง

    นี่คือแรงขับเคลื่อนใหม่ที่ใหญ่ที่สุด: การเปลี่ยนแปลงนโยบายครั้งสำคัญที่ขยายฐานลูกค้าและความต้องการของ Lilly

  • ยารักษามะเร็ง Jaypirca ก้าวหน้าสองด้าน หน่วยงานกำกับดูแลยาของยุโรปแนะนำ Jaypirca สำหรับมะเร็งเม็ดเลือดขาวชนิดหนึ่ง และการทดลองระยะที่ 3 แสดงว่าการเพิ่ม Jaypirca ลดความเสี่ยงการดำเนินของโรคได้ 45% Lilly จะขออนุมัติในวงกว้างขึ้น เสริมธุรกิจมะเร็งนอกเหนือจากยาลดน้ำหนัก

    ชัยชนะทางคลินิกและกฎระเบียบใหม่สำหรับยารักษามะเร็งหลักช่วยกระจายการเติบโตของ Lilly และสนับสนุนหุ้น

  • ผลประกอบการระดับบล็อกบัสเตอร์และปรับเพิ่มคาดการณ์ Lilly รายงานรายได้รายไตรมาส $19.8 billion เพิ่มขึ้น 56% จากปีก่อน โดย Zepbound และ Mounjaro มีส่วนสนับสนุน $12.8 billion บริษัทปรับเพิ่มคาดการณ์ทั้งปีเป็นยอดขายสูงถึง $85 billion และกำไรต่อหุ้น $37

    ผลการเงินที่แข็งแกร่งและคาดการณ์ที่สูงขึ้นแสดงว่าธุรกิจกำลังเร่งตัว ซึ่งเป็นเหตุผลหลักที่หุ้นเคลื่อนไหว

  • Lilly ที่มีเงินสดหนุนการซื้อกิจการยา คลื่นการควบรวมบริษัทยาในปี 2026 รวมมูลค่า $123 billion รวมถึง Lilly ที่ใช้เงินสดจาก GLP-1 ในการซื้อกิจการแบบ bolt-on และข้อตกลงวิจัยมูลค่า $1.9 billion กับ Abbisko ของจีน ซึ่งช่วยให้ Lilly เติมไปป์ไลน์เมื่อสิทธิบัตรหมดอายุ

    แสดงให้เห็นว่า Lilly ใช้เงินสดเพื่อรักษาการเติบโตในอนาคต ซึ่งเป็นเชิงบวกเชิงกลยุทธ์สำหรับนักลงทุนระยะยาว

มิถุนายน 2026
▲4

ลิลลี่ทำสถิติสูงสุดจากความครอบคลุมยารักษาโรคอ้วนของ Medicare และความคืบหน้ายารักษามะเร็ง

  • Medicare เปิดยารักษาโรคอ้วนให้เข้าถึงคนหลายล้าน เริ่มตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม โครงการ GLP-1 Bridge ของ Medicare เสนอ Zepbound และ Foundayo ของ Lilly ในราคาคงที่ $50 ต่อเดือน ผู้สูงอายุมากถึง 20 ล้านคนอาจมีสิทธิ์ ซึ่งเป็นตลาดใหม่ขนาดใหญ่สำหรับยารักษาโรคอ้วนที่ก่อนหน้านี้ไม่มีความครอบคลุมกว้างขวาง

    นี่คือแรงขับเคลื่อนใหม่ที่ใหญ่ที่สุด: การเปลี่ยนแปลงนโยบายครั้งสำคัญที่ขยายฐานลูกค้าและความต้องการของ Lilly

  • ยารักษามะเร็ง Jaypirca ก้าวหน้าสองด้าน หน่วยงานกำกับดูแลยาของยุโรปแนะนำ Jaypirca สำหรับมะเร็งเม็ดเลือดขาวชนิดหนึ่ง และการทดลองระยะที่ 3 แสดงว่าการเพิ่ม Jaypirca ลดความเสี่ยงการดำเนินของโรคได้ 45% Lilly จะขออนุมัติในวงกว้างขึ้น เสริมธุรกิจมะเร็งนอกเหนือจากยาลดน้ำหนัก

    ชัยชนะทางคลินิกและกฎระเบียบใหม่สำหรับยารักษามะเร็งหลักช่วยกระจายการเติบโตของ Lilly และสนับสนุนหุ้น

  • ผลประกอบการระดับบล็อกบัสเตอร์และปรับเพิ่มคาดการณ์ Lilly รายงานรายได้รายไตรมาส $19.8 billion เพิ่มขึ้น 56% จากปีก่อน โดย Zepbound และ Mounjaro มีส่วนสนับสนุน $12.8 billion บริษัทปรับเพิ่มคาดการณ์ทั้งปีเป็นยอดขายสูงถึง $85 billion และกำไรต่อหุ้น $37

    ผลการเงินที่แข็งแกร่งและคาดการณ์ที่สูงขึ้นแสดงว่าธุรกิจกำลังเร่งตัว ซึ่งเป็นเหตุผลหลักที่หุ้นเคลื่อนไหว

  • Lilly ที่มีเงินสดหนุนการซื้อกิจการยา คลื่นการควบรวมบริษัทยาในปี 2026 รวมมูลค่า $123 billion รวมถึง Lilly ที่ใช้เงินสดจาก GLP-1 ในการซื้อกิจการแบบ bolt-on และข้อตกลงวิจัยมูลค่า $1.9 billion กับ Abbisko ของจีน ซึ่งช่วยให้ Lilly เติมไปป์ไลน์เมื่อสิทธิบัตรหมดอายุ

    แสดงให้เห็นว่า Lilly ใช้เงินสดเพื่อรักษาการเติบโตในอนาคต ซึ่งเป็นเชิงบวกเชิงกลยุทธ์สำหรับนักลงทุนระยะยาว

▲4

ลิลลี่ทำสถิติสูงสุดจากความครอบคลุมยารักษาโรคอ้วนของ Medicare และความคืบหน้ายารักษามะเร็ง

  • Medicare เปิดยารักษาโรคอ้วนให้เข้าถึงคนหลายล้าน เริ่มตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม โครงการ GLP-1 Bridge ของ Medicare เสนอ Zepbound และ Foundayo ของ Lilly ในราคาคงที่ $50 ต่อเดือน ผู้สูงอายุมากถึง 20 ล้านคนอาจมีสิทธิ์ ซึ่งเป็นตลาดใหม่ขนาดใหญ่สำหรับยารักษาโรคอ้วนที่ก่อนหน้านี้ไม่มีความครอบคลุมกว้างขวาง

    นี่คือแรงขับเคลื่อนใหม่ที่ใหญ่ที่สุด: การเปลี่ยนแปลงนโยบายครั้งสำคัญที่ขยายฐานลูกค้าและความต้องการของ Lilly

  • ยารักษามะเร็ง Jaypirca ก้าวหน้าสองด้าน หน่วยงานกำกับดูแลยาของยุโรปแนะนำ Jaypirca สำหรับมะเร็งเม็ดเลือดขาวชนิดหนึ่ง และการทดลองระยะที่ 3 แสดงว่าการเพิ่ม Jaypirca ลดความเสี่ยงการดำเนินของโรคได้ 45% Lilly จะขออนุมัติในวงกว้างขึ้น เสริมธุรกิจมะเร็งนอกเหนือจากยาลดน้ำหนัก

    ชัยชนะทางคลินิกและกฎระเบียบใหม่สำหรับยารักษามะเร็งหลักช่วยกระจายการเติบโตของ Lilly และสนับสนุนหุ้น

  • ผลประกอบการระดับบล็อกบัสเตอร์และปรับเพิ่มคาดการณ์ Lilly รายงานรายได้รายไตรมาส $19.8 billion เพิ่มขึ้น 56% จากปีก่อน โดย Zepbound และ Mounjaro มีส่วนสนับสนุน $12.8 billion บริษัทปรับเพิ่มคาดการณ์ทั้งปีเป็นยอดขายสูงถึง $85 billion และกำไรต่อหุ้น $37

    ผลการเงินที่แข็งแกร่งและคาดการณ์ที่สูงขึ้นแสดงว่าธุรกิจกำลังเร่งตัว ซึ่งเป็นเหตุผลหลักที่หุ้นเคลื่อนไหว

  • Lilly ที่มีเงินสดหนุนการซื้อกิจการยา คลื่นการควบรวมบริษัทยาในปี 2026 รวมมูลค่า $123 billion รวมถึง Lilly ที่ใช้เงินสดจาก GLP-1 ในการซื้อกิจการแบบ bolt-on และข้อตกลงวิจัยมูลค่า $1.9 billion กับ Abbisko ของจีน ซึ่งช่วยให้ Lilly เติมไปป์ไลน์เมื่อสิทธิบัตรหมดอายุ

    แสดงให้เห็นว่า Lilly ใช้เงินสดเพื่อรักษาการเติบโตในอนาคต ซึ่งเป็นเชิงบวกเชิงกลยุทธ์สำหรับนักลงทุนระยะยาว