← ภาพรวม Brent Crude Oil Futures
Brent Crude Oil FuturesBRENT.COMM

ทำไม Brent Crude Oil Futures (BRENT.COMM) ถึงขยับ

Q3 2026
▲2▼1

สงครามสหรัฐฯ-อิหร่านดัน Brent ทะลุ $100 แล้วค่อยๆ ผ่อนลง

  • สงครามสหรัฐฯ-อิหร่าน disrupt การขนส่งใน Hormuz สงครามสหรัฐฯ-อิหร่านเกือบทำให้การขนส่งน้ำมันทางเรือผ่านช่องแคบ Hormuz หยุดชะงัก ซึ่งเป็นเส้นทางน้ำสำคัญสำหรับน้ำมันทั่วโลก ความกังวลเรื่องอุปทานนี้ดันให้ Brent ทะลุ $100 ในเดือนกรกฎาคม และต่อมาทะลุ $108

    สงครามนี้และปัญหาอุปทานที่ตามมาเป็นแรงใหม่หลักที่ขับเคลื่อนราคา Brent ในไตรมาส 3

  • อุปสงค์อ่อนแอและอุปทานที่เพิ่มขึ้นจำกัดการปรับขึ้น อุปสงค์เชื้อเพลิงจีนที่อ่อนแอ OPEC+ เพิ่มโควตาการผลิต ซาอุดีอาระเบียลดราคา และการคาดการณ์อุปสงค์ที่ลดลงจาก IEA และ OPEC ล้วนจำกัดว่าราคา Brent จะขึ้นได้สูงแค่ไหนแม้มีสงคราม

    ปัจจัยเหล่านี้ทำหน้าที่ถ่วงดุล ป้องกันไม่ให้ราคาพุ่งสูงขึ้นไปอีก

  • อุปทานผันผวนจากการเลี่ยงเส้นทางและการโจมตี ในเดือนสิงหาคม การเลี่ยงเส้นทางช่วยฟื้นการไหลของน้ำมันผ่าน Hormuz ประมาณครึ่งหนึ่ง ทำให้ราคาผ่อนลง ในเดือนกันยายน การโจมตีท่อส่งน้ำมันและการปิด Hormuz ทั้งหมดชั่วคราวทำให้ผลผลิตซาอุดีอาระเบียลดลงครึ่งหนึ่งชั่วขณะ ดัน Brent ทะลุ $108 ก่อนที่การส่งออกที่ฟื้นตัวและการปล่อยน้ำมันสำรองจะทำให้กลับมาต่ำกว่า $100

    การเปลี่ยนแปลงอุปทานที่ไปๆ มาๆ เหล่านี้ทำให้ราคาแกว่งตัวแรงในช่วงไตรมาส

  • ความเสี่ยงที่ยังเหลืออยู่ทำให้ Brent อยู่เหนือ $100 ข้อเสนอหยุดยิงที่ถูกปฏิเสธ เรือบรรทุกเครื่องบินสหรัฐฯ ลำที่สามในภูมิภาค และจีนหยุดการส่งออกเชื้อเพลิง ทำให้ความกังวลเรื่องอุปทานยังคงอยู่ ทำให้ Brent อยู่เหนือ $100 ณ สิ้นไตรมาส

    ความเสี่ยงที่ยังไม่คลี่คลายเหล่านี้หนุนราคา Brent ให้อยู่ในระดับสูง ณ สิ้นงวด

กันยายน 2026
▲1▼1

เบรนต์พุ่งขึ้นจากการปิดช่องแคบฮอร์มุซ แล้วผ่อนลงเมื่ออุปทานฟื้นตัว

  • การปิดช่องแคบฮอร์มุซและการโจมตีท่อส่ง สงครามสหรัฐฯ-อิหร่านปิดช่องแคบฮอร์มุซ การโจมตีเรือบรรทุกน้ำมันลดจำนวนเที่ยวเรือรายวันจาก 125 เหลือ 6-7 เที่ยว และการโจมตีของฮูตีปิดท่อส่งน้ำมัน East-West ของซาอุดีอาระเบีย ทำให้ผลผลิตซาอุดีอาระเบียลดลงครึ่งหนึ่งสู่ระดับต่ำสุดในรอบ 36 ปี ราคาเบรนต์พุ่งจาก $96 ขึ้นไปเหนือ $108

    นี่คือเหตุการณ์ใหม่หลักที่ทำให้ราคาเบรนต์พุ่งขึ้นอย่างรวดเร็วในช่วงเวลานี้

  • การฟื้นตัวของอุปทานและการปล่อยน้ำมันสำรอง ราคาต่อมาผ่อนลงต่ำกว่า $100 เมื่อการส่งออกของซาอุดีอาระเบียฟื้นตัว ปริมาณการขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซกลับมาอยู่ที่ 77% ของระดับก่อนสงคราม และ G7/IEA ตกลงปล่อยน้ำมันสำรอง 100 ล้านบาร์เรล เพิ่มอุปทานกลับสู่ตลาด

    สิ่งนี้อธิบายการปรับตัวลงหลักของราคาเบรนต์ในช่วงเวลานี้

  • ปัจจัยถ่วงดุลและความเสี่ยงที่ยังหลงเหลือ การควบคุมน้ำมันสำรองของเวเนซุเอลาโดยสหรัฐฯ การส่งออกของอิรักที่เพิ่มขึ้น การปรับลดคาดการณ์อุปสงค์ของ OPEC การเจรจาหยุดยิง และมาตรการเลี่ยงของซาอุดีอาระเบียผ่านโอมาน ล้วนกดดันราคา แต่ทรัมป์ปฏิเสธข้อเสนอเปิดช่องแคบของอิหร่าน สหรัฐฯ ส่งเรือบรรทุกเครื่องบินลำที่สาม และจีนหยุดการส่งออกเชื้อเพลิง ทำให้เบรนต์ยังคงอยู่เหนือ $100

    สิ่งนี้แสดงให้เห็นการดึงกันไปมาที่ทำให้ราคาเบรนต์ผันผวนและอยู่เหนือ $100 แม้ความกังวลเรื่องอุปทานจะคลี่คลายลง

ล่าสุด
▲2▼2

ฮอร์มุซยังปิด การจัดหายังฟื้นตัว ปล่อยสำรองน้ำมัน

  • ทรัมป์ปฏิเสธแผนเปิดช่องแคบฮอร์มุซของอิหร่าน ทรัมป์ปฏิเสธข้อเสนอของอิหร่านที่จะเปิดช่องแคบฮอร์มุซภายในเจ็ดวัน และอิหร่านเตือนเรือให้หลีกเลี่ยงเส้นทางที่ 'ผิดกฎหมาย' เส้นทางน้ำมันที่สำคัญที่สุดของโลกยังคงปิดเป็นส่วนใหญ่ ทำให้อุปทานน้ำมันประมาณหนึ่งในห้าของโลกมีความเสี่ยง และทำให้ Brent ยังคงอยู่เหนือ $100

    นี่คือเหตุการณ์ใหม่หลักของช่วงเวลานี้ และทำให้อุปทานตึงตัวโดยตรง ดันราคา Brent ขึ้น

  • การส่งออกน้ำมันจากตะวันออกกลางฟื้นตัวสู่ระดับก่อนสงคราม ซาอุดีอาระเบียกลับมาเดินท่อส่งน้ำมัน East-West และการขนถ่ายที่ Yanbu อีกครั้ง และการไหลผ่านฮอร์มุซฟื้นตัวมาอยู่ที่ประมาณ 77% ของระดับก่อนสงคราม JPMorgan และ Goldman ระบุว่าการส่งออกในภูมิภาคใกล้กลับสู่ปกติ น้ำมันที่เข้าสู่ตลาดมากขึ้นช่วยบรรเทาการขาดแคลนที่เคยดันราคา Brent ให้สูงกว่า $108

    นี่คือปัจจัยถ่วงดุลใหม่ที่ใหญ่ที่สุด แสดงว่าอุปทานกำลังกลับมา และจำกัดการปรับขึ้นของราคา Brent

  • G7 และ IEA วางแผนปล่อยสำรองน้ำมัน 100 ล้านบาร์เรล G7 ตกลงที่จะปล่อยสำรองน้ำมันดิบและดีเซล 100 ล้านบาร์เรลผ่าน IEA และฝรั่งเศสเสนอให้แบ่งระหว่างน้ำมันดิบกับดีเซล สิ่งนี้เพิ่มอุปทานจำนวนมาก ดึงราคา Brent กลับลงมาต่ำกว่า $100

    นี่คือการเพิ่มอุปทานใหม่ที่เป็นรูปธรรม ซึ่งกดดันราคา Brent โดยตรง

  • สหรัฐฯ ส่งเรือบรรทุกเครื่องบินลำที่สาม จีนหยุดส่งออกเชื้อเพลิง สหรัฐฯ กำลังส่งเรือบรรทุกเครื่องบินลำที่สามและทหาร 10,000 นายไปยังตะวันออกกลาง และจีนสั่งให้โรงกลั่นหยุดส่งออกเชื้อเพลิงสำเร็จรูปในเดือนตุลาคม ทั้งสองอย่างทำให้อุปทานตึงตัวขึ้นและเพิ่มโอกาสเกิดความขัดแย้งมากขึ้น ดันราคา Brent ขึ้นกว่า 4% เมื่อวันที่ 1 ตุลาคม

    ความตื่นตระหนกด้านอุปทานและภูมิรัฐศาสตร์ใหม่เหล่านี้ อธิบายการปรับขึ้นอย่างรุนแรงในช่วงปลายของช่วงเวลานี้

▼2▲1

ซาอุฯ กลับมาส่งออกน้ำมัน การเจรจาสหรัฐฯ-อิหร่านผันผวน ทำให้ Brent ใกล้ 105 ดอลลาร์

  • ซาอุฯ เปิดท่อส่งน้ำมันอีกครั้งและฟื้นการส่งออก ลดความกังวลเรื่องอุปทาน ซาอุดีอาระเบียเปิดใช้ท่อส่ง East-West อีกครั้งและกลับมาขนถ่ายที่ Yanbu ขณะที่การส่งออกของกลุ่มอ่าวสูงสุดนับตั้งแต่หลังสงครามที่ 5.28 ล้านบาร์เรลต่อวัน น้ำมันซาอุฯ ที่เข้าสู่ตลาดมากขึ้นช่วยลดภาวะขาดแคลนอุปทานที่เคยดัน Brent เกิน 108 ดอลลาร์ ทำให้ราคาย่อกลับต่ำกว่า 100 ดอลลาร์ในช่วงกลางสัปดาห์

    นี่คือแรงกดดันขาลงใหม่หลักในงวดนี้ ซึ่งกลับทิศทางจากภาวะอุปทานช็อกก่อนหน้าโดยตรง

  • การเจรจาหยุดยิงสหรัฐฯ-อิหร่าน และข้อเสนอเปิดช่องแคบฮอร์มุซ ทรัมป์กล่าวว่าเขาพร้อมพบประธานาธิบดีอิหร่าน และอิหร่านเสนอจะเปิดช่องแคบฮอร์มุซภายในเจ็ดวันหากสหรัฐฯ ยกเลิกการปิดล้อมทางเรือ ความหวังเรื่องข้อตกลงลดส่วนชดเชยความเสี่ยงสงคราม ทำให้ Brent ร่วงต่ำกว่า 98 ดอลลาร์ชั่วครู่ก่อนการเจรจาจะชะงัก

    ความคืบหน้าทางการทูตเป็นปัจจัยใหม่สำคัญที่อาจฟื้นการไหลของน้ำมันสู่ภาวะปกติและกดราคาลง

  • การโจมตีด้วยขีปนาวุธของฮูตีต่อซาอุฯ ปลุกความกังวลเรื่องอุปทาน ฮูตียิงขีปนาวุธใส่ซาอุดีอาระเบีย และอิหร่านปฏิญาณว่าจะไม่ยอมจำนน การโจมตีคุกคามท่อส่ง East-West และเส้นทางส่งออก Yanbu เตือนตลาดว่าการหยุดชะงักของอุปทานยังไม่จบ และดัน Brent กลับขึ้นไปที่ประมาณ 106 ดอลลาร์

    นี่คือแรงสวนขาขึ้นใหม่หลักที่ทำให้ Brent ยังสูงอยู่แม้มีความหวังทางการทูต

  • มาตรการคว่ำบาตรใหม่ของสหรัฐฯ และกระแสห้ามส่งออกดีเซลเพิ่มความไม่แน่นอน สหรัฐฯ เก็บภาษีสูงถึง 100% กับผู้ซื้อน้ำมันรัสเซีย และขยายมาตรการคว่ำบาตรอิหร่าน ซึ่งอาจลดอุปทานและดัน Brent ขึ้น แต่การห้ามส่งออกดีเซลของสหรัฐฯ ที่อาจมีขึ้น 90 วัน และการที่ G7 พูดถึงการปล่อยทุนสำรองเชิงยุทธศาสตร์อาจเพิ่มอุปทานและกดราคาลง

    มาตรการนโยบายใหม่เหล่านี้ส่งผลได้ทั้งสองทาง เพิ่มแรงดึงเชือกเรื่องอุปทาน

▲3▼1

การโจมตีท่อส่งน้ำมันซาอุดีอาระเบียตัดอุปทานน้ำมันโลก 4% ดันราคาเบรนต์สูงขึ้น

  • ท่อส่งน้ำมันอีสต์-เวสต์ของซาอุดีอาระเบียปิดจากเหตุโจมตีด้วยโดรน การโจมตีด้วยโดรนจากอิรักทำให้ท่อส่งน้ำมันอีสต์-เวสต์ของซาอุดีอาระเบียปิดตัวลง ท่อนี้ขนส่งน้ำมัน 4-5 ล้านบาร์เรลต่อวัน (คิดเป็น 4-5% ของน้ำมันโลก) ขณะที่ช่องแคบฮอร์มุซปิดอยู่แล้ว เหตุการณ์นี้ตัดเส้นทางเลี่ยงที่สำคัญออกไป และดันราคาเบรนต์ขึ้นเหนือ 108 ดอลลาร์

    นี่คือเหตุการณ์ตัดอุปทานครั้งใหม่หลักในงวดนี้ ซึ่งผลักดันราคาเบรนต์ให้สูงขึ้นโดยตรง

  • ซาอุดีอาระเบียหยุดส่งออกที่ยานบูและลดการส่งมอบไปยุโรป ซาอุดีอาระเบียระงับการขนถ่ายน้ำมันดิบที่ท่าเรือยานบู และยกเลิกการส่งมอบบางส่วนให้ยุโรป จากนั้นแจ้งผู้ซื้อในยุโรปทั้งหมดว่าไม่มีน้ำมันดิบสำหรับเดือนตุลาคม สิ่งนี้ตัดบาร์เรลออกจากตลาดและทำให้อุปทานตึงตัว สนับสนุนราคาเบรนต์ให้สูงขึ้น

    นี่คือการยกระดับใหม่ที่ลดอุปทานลงอีก และกดดันให้ราคาเบรนต์ปรับขึ้นต่อไป

  • การโจมตีของฮูตีต่อแหล่งน้ำมันซาอุดีอาระเบียและเส้นทางทะเลแดง การโจมตีของฮูตีถล่มโรงงานน้ำมันของซาอุดีอาระเบียและยึดเกาะสำคัญใกล้ช่องแคบ Bab el-Mandeb คุกคามเส้นทางเลี่ยงทะเลแดง สิ่งนี้เพิ่มความกังวลเรื่องอุปทานและทำให้ราคาเบรนต์อยู่ในระดับสูง

    การโจมตีครั้งใหม่ขยายความขัดแย้งและเพิ่มความเสี่ยงที่จะสูญเสียอุปทานมากขึ้น ดันราคาเบรนต์ขึ้น

  • ซาอุดีอาระเบียเสนอเส้นทางขนส่งทางเลือกผ่านโอมาน สหรัฐฯ ส่งสัญญาณอาจกลับมาเดินเครื่องเร็ว ๆ นี้ ซาอุดีอาระเบียเสนอขนส่งน้ำมันดิบผ่านโอมาน และรัฐมนตรีพลังงานสหรัฐฯ กล่าวว่าท่อส่งน้ำมันอาจกลับมาเดินเครื่องได้ในไม่ช้า ทางเลือกและสัญญาณเหล่านี้ช่วยคลายความกังวลเรื่องอุปทานบางส่วน จำกัดการปรับขึ้นของราคาเบรนต์

    นี่คือปัจจัยถ่วงดุลจริงที่อาจจำกัดการขึ้นราคาต่อไป ทำให้เห็นภาพที่ยุติธรรม

▲3▼1

การโจมตีในฮอร์มุซและอุปทานซาอุดีอาระเบียที่ล่มสลายดัน Brent ทะลุ 100 ดอลลาร์

  • การโจมตีเรือบรรทุกน้ำมันและเขตห้ามเข้าของอิหร่านทำให้การจราจรในฮอร์มุซเหลือเพียงหยดเดียว IRGC ของอิหร่านโจมตีเรือบรรทุกน้ำมันและเรือของสหรัฐฯ และอิหร่านประกาศเขตห้ามเข้าใหม่ในอ่าวเปอร์เซีย จำนวนเรือที่ผ่านฮอร์มุซต่อวันลดลงเหลือประมาณ 10 ลำ จากนั้นเหลือ 6-7 ลำ เทียบกับ 125 ลำก่อนสงคราม ทำให้การไหลของน้ำมันลดลงและดัน Brent ทะลุ 100 ดอลลาร์

    นี่คือการยกระดับความขัดแย้งใหม่ที่เป็นแกนหลัก ซึ่งคุกคามอุปทานโดยตรงและทำให้ราคาพุ่งขึ้นในงวดนี้

  • การโจมตีของฮูตีถล่มโรงกลั่นน้ำมันซาอุดีอาระเบียและคุกคามเส้นทางทะเลแดง การโจมตีของฮูตีทำให้โรงกลั่น Jazan ของ Saudi Aramco และท่อส่ง East-West ไฟลุกไหม้ และฮูตียึดท่าเรือ Mokha ของเยเมนใกล้ Bab el-Mandeb สิ่งนี้เป็นภัยต่อการส่งออกของซาอุดีอาระเบียและเส้นทางทะเลแดงซึ่งเป็นทางเลือกแทนฮอร์มุซ เพิ่มความกังวลเรื่องอุปทานและดัน Brent สูงขึ้น

    การโจมตีใหม่ต่อโครงสร้างพื้นฐานของซาอุดีอาระเบียและเส้นทางเดินเรือลดอุปทานที่มีอยู่โดยตรงและเพิ่มส่วนชดเชยความเสี่ยง

  • การผลิตน้ำมันของซาอุดีอาระเบียทรุดตัวลงต่ำสุดในรอบ 36 ปี ซาอุดีอาระเบียแจ้ง OPEC ว่าการผลิตน้ำมันดิบในเดือนสิงหาคมลดลง 1.9 ล้านบาร์เรลต่อวัน เหลือ 6.24 ล้านบาร์เรล ซึ่งต่ำสุดนับตั้งแต่ปี 1990 เนื่องจากเส้นทางส่งออกถูกรบกวน IEA รายงานตัวเลขต่ำกว่านั้นอีกที่ 6 ล้านบาร์เรล การสูญเสียอุปทานครั้งใหญ่นี้ดัน Brent สูงขึ้น

    การสูญเสียอุปทานมหาศาลและเป็นรูปธรรมจากผู้ส่งออกรายใหญ่ที่สุดของโลกเป็นแรงสำคัญที่ทำให้ราคาพุ่งขึ้น

  • การเจรจาฮอร์มุซและการปรับลดคาดการณ์อุปสงค์เป็นตัวถ่วงดุล รายงานเกี่ยวกับข้อตกลงการเดินเรือชั่วคราวของอิหร่านผ่านฮอร์มุซที่เป็นไปได้ทำให้ Brent ลดลง 2.8% เมื่อวันศุกร์ แม้ทั้งสัปดาห์ยังเพิ่มขึ้นกว่า 8% OPEC ยังปรับลดคาดการณ์การเติบโตของอุปสงค์ปี 2026 เป็นครั้งที่ห้า ซึ่งอาจจำกัดการเพิ่มขึ้นของราคาต่อไป

    นี่คือตัวถ่วงดุลที่แท้จริงหลักต่อการ rally ที่ขับเคลื่อนด้วยอุปทาน และแสดงว่าราคาไม่ได้เคลื่อนไหวไปในทิศทางเดียวเท่านั้น

▲2▼2

สงครามสหรัฐฯ-อิหร่านทวีความรุนแรง น้ำมันเบรนต์แตะ $96 ขณะที่ทุนสำรองเวเนซุเอลาและการส่งออกอิรักจำกัดการปรับขึ้น

  • สงครามสหรัฐฯ-อิหร่านทวีความรุนแรง คุกคามการขนส่งน้ำมันผ่านช่องแคบฮอร์มุซ สหรัฐฯ โจมตีจุดติดตั้งเรดาร์และวางทุ่นระเบิดของอิหร่าน หลังจากอิหร่านพยายามวางทุ่นระเบิดในช่องแคบฮอร์มุซ อิหร่านยิงขีปนาวุธใส่ฐานทัพสหรัฐฯ ในจอร์แดนและบาห์เรน สิ่งนี้ทำให้เส้นทางน้ำมันที่สำคัญที่สุดของโลกตกอยู่ในความเสี่ยง ดันราคาน้ำมันเบรนต์ขึ้นประมาณ 10% ในหนึ่งสัปดาห์สู่ระดับ $96

    นี่คือการทวีความรุนแรงครั้งใหม่หลักที่ขับเคลื่อนให้ราคาเบรนต์พุ่งขึ้นอย่างรวดเร็วในสัปดาห์นี้

  • ทรัมป์ขู่ทำลายเกาะคาร์ก จุดส่งออกน้ำมันหลักของอิหร่าน ทรัมป์กล่าวว่าเกาะคาร์ก ซึ่งเป็นจุดส่งออกน้ำมันส่วนใหญ่ของอิหร่าน อาจถูกทำลายได้ แม้เพียงคำขู่ก็เพิ่มโอกาสที่จะสูญเสียอุปทานจากตะวันออกกลางมากขึ้น เสริมความกังวลที่หนุนราคาเบรนต์ให้สูงขึ้น

    ภัยคุกคามใหม่ต่อจุดส่งออกน้ำมันสำคัญโดยตรงเพิ่มความเสี่ยงด้านอุปทาน

  • สหรัฐฯ เข้าควบคุมทุนสำรองน้ำมันมหาศาลของเวเนซุเอลา สหรัฐฯ ได้ควบคุมเสียงส่วนใหญ่ในทุนสำรองที่พิสูจน์แล้วของเวเนซุเอลากว่า 65 พันล้านบาร์เรล ปัจจุบันเวเนซุเอลาผลิตน้ำมันเพียงประมาณ 1.2 ล้านบาร์เรลต่อวัน แต่สิ่งนี้อาจเพิ่มอุปทานในอนาคต ซึ่งจะกดดันราคาเบรนต์ให้ลดลงในระยะยาว

    แหล่งอุปทานระยะยาวใหม่ที่อาจช่วยคลายความตึงตัวได้ในที่สุด

  • การส่งออกอิรักพุ่ง และปูตินส่งสัญญาณข้อตกลงยูเครน การส่งออกน้ำมันของอิรักเพิ่มขึ้นเป็น 2.34 ล้านบาร์เรลต่อวันในเดือนสิงหาคม จาก 1.35 ล้านบาร์เรลในเดือนกรกฎาคม หลังจากอิหร่านปล่อยให้เรืออิรักผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ปูตินยังส่งสัญญาณถึงความเป็นไปได้ในข้อตกลงสันติภาพยูเครน ทั้งสองอย่างอาจเพิ่มอุปทานและจำกัดการปรับขึ้นของราคาเบรนต์ต่อไป

    สิ่งเหล่านี้เป็นปัจจัยถ่วงดุลที่แท้จริงซึ่งจำกัดว่าราคาเบรนต์จะขึ้นได้สูงเพียงใด

สิงหาคม 2026
▼2▲1

เบรนต์ผันผวนจากความขัดแย้งในช่องแคบฮอร์มุซ แต่อุปสงค์และอุปทานปรับตัว

  • ความขัดแย้งสหรัฐฯ-อิหร่านทวีความรุนแรง คุกคามการขนส่งในช่องแคบฮอร์มุซ การเจรจาที่หยุดชะงัก การขู่ว่าจะหยุดการขนส่งทั้งหมดของอิหร่าน การโจมตีเรือบรรทุกน้ำมัน และมาตรการคว่ำบาตรที่เข้มงวดขึ้นของสหรัฐฯ ต่ออิหร่านและผู้ซื้อน้ำมันของอิหร่าน ดันราคาเบรนต์จากประมาณ $79 ขึ้นไปแตะ $100 เนื่องจากเทรดเดอร์กังวลว่าอุปทานอาจถูกตัดขาดทั้งหมด

    นี่คือแรงหนุนใหม่หลักในงวดนี้ ที่ทำให้ความขัดแย้งก่อนหน้าทวีความรุนแรงและดันราคาสูงขึ้น

  • OPEC+ เพิ่มโควตาการผลิต และซาอุดีอาระเบียลดราคา OPEC+ เพิ่มโควตาการผลิต และซาอุดีอาระเบียลดราคาขายอย่างเป็นทางการ ทำให้มีอุปทานเพิ่มเข้าสู่ตลาด และสวนทางกับราคาที่พุ่งขึ้นจากสงคราม

    นี่คือพัฒนาการใหม่ฝั่งอุปทานที่เป็นลบ ซึ่งจำกัดการปรับขึ้นของราคาเบรนต์

  • IEA และ OPEC ปรับลดคาดการณ์อุปสงค์ ทั้ง IEA และ OPEC ปรับลดคาดการณ์อุปสงค์น้ำมัน ส่งสัญญาณว่าการบริโภคทั่วโลกอ่อนแอลง และกดดันราคาเบรนต์ ขณะที่เทรดเดอร์กังวลเรื่องอุปทานล้นตลาด

    นี่คือปัจจัยลบใหม่ด้านอุปสงค์ที่เกิดขึ้นในงวดนี้

  • มาตรการเลี่ยงเส้นทางช่วยฟื้นการขนส่งบางส่วน แต่ความเสี่ยงยังมีอยู่ เส้นทางคุ้มกันโดยสหรัฐฯ เส้นทางทางเลือก และการเจรจาระหว่างอิหร่านกับโอมาน ค่อยๆ ฟื้นการขนส่งกลับมาประมาณครึ่งหนึ่งของระดับก่อนสงคราม ช่วยคลายความกังวลเรื่องอุปทาน แม้สถานการณ์ยังผันผวนและไม่แน่นอน

    การปรับตัวใหม่นี้ช่วยชดเชยผลบวกของความขัดแย้งได้บางส่วน ทำให้ราคาเบรนต์ยังอยู่ในระดับสูงแต่ผันผวน

▲2▼2

สงครามเศรษฐกิจสหรัฐ-อิหร่านทวีความรุนแรง แต่การขนส่งผ่านฮอร์มุซเริ่มฟื้นตัว

  • สหรัฐฯ เปิดมาตรการคว่ำบาตรอิหร่าน 'หนักที่สุดเท่าที่เคยมี' เล็งจีน สหรัฐฯ เปิดตัวมาตรการคว่ำบาตรอิหร่านครั้งใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยมี โดยขู่ว่าจะลงโทษประเทศใดก็ตามที่ยังซื้อน้ำมันจากอิหร่าน โดยเฉพาะจีน ซึ่งซื้อน้ำมันกว่า 80% ของการส่งออกทางทะเลของอิหร่าน สิ่งนี้เพิ่มความเสี่ยงที่จะสูญเสียอุปทานจากตะวันออกกลางมากขึ้น ดันราคา Brent ปรับขึ้น

    นี่คือการยกระดับครั้งใหม่ที่ใหญ่ที่สุดในรอบนี้ และคุกคามอุปทานน้ำมันโดยตรง

  • อิหร่านขู่ปิดฮอร์มุซทั้งหมดหากถูกกดดัน อิหร่านเตือนว่าหากประเทศเพื่อนบ้านเข้าร่วมการปิดล้อมทางเศรษฐกิจของสหรัฐฯ จะไม่อนุญาตให้น้ำมันแม้แต่หยดเดียวผ่านช่องแคบฮอร์มุซ สิ่งนี้ทำให้ความเสี่ยงที่จะถูกตัดอุปทานทั้งหมดยังคงอยู่ หนุนราคา Brent ให้สูงขึ้น

    คำขู่ของอิหร่านที่จะหยุดการขนส่งน้ำมันทั้งหมดผ่านฮอร์มุซเป็นความเสี่ยงอุปทานใหม่ที่ตรงไปตรงมา

  • การขนส่งน้ำมันผ่านฮอร์มุซฟื้นตัวเมื่อผู้ผลิตปรับตัว น้ำมันดิบที่ผ่านฮอร์มุซเพิ่มขึ้นเป็นประมาณ 6–8 ล้านบาร์เรลต่อวัน หรือราวครึ่งหนึ่งของระดับก่อนสงคราม เนื่องจากผู้ผลิตในอ่าวใช้กองเรือรับส่งและอิหร่านปล่อยให้เรือบรรทุกน้ำมันของอิรักบางลำผ่านไป อุปทานที่เข้าสู่ตลาดมากขึ้นนี้ต้านทานการขึ้นของราคา Brent

    นี่คือปัจจัยถ่วงดุลใหม่หลัก: ปริมาณน้ำมันที่ขนส่งจริงกำลังดีขึ้น บรรเทาความตึงตัวของอุปทาน

  • การเจรจาอิหร่าน-โอมานเรื่องเส้นทางฮอร์มุซชั่วคราว อิหร่านและโอมานกลับมาเจรจากันเรื่องเส้นทางเดินเรือชั่วคราวและการกวาดทุ่นระเบิดในฮอร์มุซ ขณะที่สหรัฐฯ ส่งนักการทูตบางส่วนกลับไปยังภูมิภาค หากสิ่งนี้ลดความเสี่ยงต่อการหยุดชะงัก ก็อาจกดราคา Brent ลงได้โดยบรรเทาความกังวลเรื่องอุปทาน

    ความคืบหน้าทางการทูตเป็นแรงกดดันขาลงใหม่ที่อาจคลายส่วนชดเชยความเสี่ยง

▲2

ช่องแคบฮอร์มุซยังปิดอยู่ สหรัฐฯ เปิดเส้นทางลับ น้ำมันเบรนต์ใกล้แตะ 100 ดอลลาร์

  • สหรัฐฯ เปิดเส้นทางลับ ขนส่งวันละ 10 ล้านบาร์เรล กองทัพสหรัฐฯ ตั้งเส้นทางเดินเรือคุ้มกันอย่างเงียบ ๆ ตามชายฝั่งโอมาน โดยมีเรือบรรทุกน้ำมัน 15-20 ลำต่อคืน คิดเป็นเกือบ 10 ล้านบาร์เรลต่อวัน ช่วยให้อุปทานกลับมาบ้าง แต่เนื่องจากอิหร่านยังคงโจมตีเรือ ปริมาณน้ำมันจึงยังต่ำกว่าปกติมาก ราคาจึงยังสูงอยู่

    เป็นพัฒนาการใหม่ที่ช่วยชดเชยการปิดช่องแคบได้บางส่วน แต่ภาพรวมอุปทานยังตึงตัว

  • 'ดีเดย์เศรษฐกิจ' ของทรัมป์ คุกคามผู้ซื้อน้ำมันจากอิหร่าน ทรัมป์ขู่ลงโทษหนักประเทศที่ค้าขายกับอิหร่าน โดยเล็งไปที่การนำเข้าน้ำมันดิบของจีน การยกระดับนี้เพิ่มความเสี่ยงที่อุปทานจะลดลงอีก และทำให้ความกลัวด้านภูมิรัฐศาสตร์ยังสูง ผลักดันให้เบรนต์ยืนใกล้ 94 ดอลลาร์และมุ่งสู่ 100 ดอลลาร์

    ภัยคุกคามมาตรการลงโทษใหม่เพิ่มความไม่แน่นอนของอุปทานและแรงกดดันให้ราคาสูงขึ้น

  • ผู้ซื้อปรับตัวด้วยเส้นทางและแหล่งน้ำมันทางเลือก อิรักอนุมัติเส้นทางส่งออกใหม่ สหรัฐฯ นำเข้าน้ำมันดิบจากเวเนซุเอลาและญี่ปุ่นมากขึ้น และคลองปานามาจะลดจำนวนเที่ยวเรือ ทางเลี่ยงเหล่านี้ช่วยบรรเทาการขาดแคลนที่รุนแรงลงเมื่อเวลาผ่านไป แต่ทำได้ช้าและมีต้นทุนสูง จึงชดเชยการปิดช่องแคบฮอร์มุซได้เพียงบางส่วน และจำกัดว่าราคาเบรนต์จะขึ้นได้สูงแค่ไหน

    นี่คือแรงถ่วงที่แท้จริงซึ่งจำกัดการพุ่งขึ้นของราคา ทำให้เห็นภาพที่ยุติธรรม

▲2▼1

ฮอร์มุซยังปิด ขณะที่อิหร่านและสหรัฐฯ แข็งข้อเรียกร้อง; คาดการณ์อุปสงค์ถูกปรับลด

  • ความหวังการเปิดฮอร์มุซอีกครั้งจางหาย เมื่อทั้งสองฝ่ายแข็งข้อเรียกร้อง อิหร่านระบุว่าช่องแคบฮอร์มุซจะยังคงปิดจนกว่าสหรัฐฯ จะยกเลิกการปิดล้อมทางเรือ จ่ายค่าชดเชยสงคราม และปลดล็อกทรัพย์สินที่ถูกอายัด ขณะที่ทรัมป์เรียกร้องให้อิหร่านจ่ายค่าชดเชยเช่นกัน เมื่อการเจรจาหยุดชะงัก เส้นทางน้ำมันที่สำคัญที่สุดของโลกจึงยังปิดเกือบทั้งหมด ทำให้อุปทานตึงตัวและหนุนราคา Brent

    นี่คือพัฒนาการใหม่หลักของช่วงนี้: การเจรจาหยุดชะงักและทั้งสองฝ่ายเพิ่มเงื่อนไข ทำให้ภาวะอุปทานขาดตอนยืดเยื้อออกไป

  • การโจมตีเรือบรรทุกน้ำมันครั้งใหม่ และคำกล่าวอ้างของอิหร่านว่าควบคุมเต็มรูปแบบ อิหร่านประกาศว่าควบคุมฮอร์มุซเต็มรูปแบบ และไม่มีเรือลำใดผ่านได้หากไม่ได้รับอนุญาต ขณะที่การโจมตีเกิดขึ้นกับเรือบรรทุกน้ำมันของ UAE สองลำ และโรงกลั่นของ Saudi Aramco การจราจรทางเรือผ่านช่องแคบลดลงเหลือเพียงหกลำต่อวัน เทียบกับ 125-140 ลำก่อนสงคราม ทำให้ปริมาณน้ำมันที่ไหลจริงลดลงและดันราคา Brent สูงขึ้น

    การโจมตีครั้งใหม่และคำกล่าวอ้างควบคุมของอิหร่านคุกคามปริมาณน้ำมันจริงโดยตรง ซึ่งเป็นแรงหนุนหลักที่ดันราคา Brent ขึ้น

  • คาดการณ์อุปสงค์ถูกหั่น และสต็อกสหรัฐฯ พุ่ง IEA ปรับลดคาดการณ์อุปสงค์น้ำมันปี 2026 ลง 1.6 ล้านบาร์เรลต่อวัน และ OPEC ก็ปรับลดแนวโน้มเช่นกัน ขณะที่สต็อกน้ำมันดิบสหรัฐฯ พุ่งขึ้น 17.4 ล้านบาร์เรล ซึ่งเป็นการเพิ่มขึ้นมากที่สุดในรอบกว่าสามปี อุปสงค์ที่อ่อนแอและปริมาณสำรองที่ล้นเหลือเป็นแรงต้านราคา Brent ที่สูงขึ้น

    นี่คือแรงถ่วงใหม่หลัก: อุปสงค์ที่ถูกทำลายและสต็อกที่เพิ่มขึ้นซึ่งอาจจำกัดหรือพลิกกลับการปรับขึ้นของราคา

  • ผู้ซื้อปรับตัวด้วยเส้นทางอ้อมที่แพงและเส้นทางทางเลือก ซาอุดีอาระเบียส่งน้ำมันอ้อมแอฟริกาเป็นระยะทางไกลขึ้น โดยมีค่าใช้จ่ายเพิ่มราว 5 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล และสหรัฐฯ ระบุว่าฮอร์มุซอาจลดความสำคัญลงภายในสองปี เมื่อท่อส่งและเส้นทางอื่นขยายออกไป มาตรการเลี่ยงเหล่านี้ช่วยบรรเทาภาวะอุปทานตึงตัวรุนแรงลงเมื่อเวลาผ่านไป แต่ก็ช้าและมีค่าใช้จ่ายสูง จึงชดเชยการปิดช่องแคบได้เพียงบางส่วน

    แสดงให้เห็นว่าตลาดกำลังปรับตัวต่อการปิดช่องแคบอย่างไร ซึ่งเป็นแรงที่อาจค่อยๆ ลดส่วนชดเชยความเสี่ยงของราคา Brent

▼2▲1

เบรนท์ผันผวนจากความหวังข้อตกลงสหรัฐฯ-อิหร่าน แล้วกลับมาแข็งกร้าวของอิหร่าน

  • ความหวังข้อตกลงสหรัฐฯ-อิหร่านกดเบรนท์ลง ทรัมป์ยกเลิกการโจมตีอิหร่านที่วางแผนไว้และกล่าวว่าการเจรจาจะเริ่มขึ้น โดยกาตาร์และโอมานเป็นตัวกลาง ข้อตกลงเปิดช่องแคบฮอร์มุซอีกครั้งดูใกล้ความจริง ลดความกังวลเรื่องอุปทานหยุดชะงัก เบรนท์ร่วงกว่า 5% สู่ประมาณ $79 ต่ำสุดในรอบสามสัปดาห์

    นี่คือแรงกดดันขาลงใหม่หลักในงวดนี้ พลิกกลับการปรับขึ้นที่ขับเคลื่อนด้วยสงคราม

  • อิหร่านแข็งกร้าวขึ้น ห้ามเรือสหรัฐฯ/อิสราเอลผ่านฮอร์มุซ รัฐสภาอิหร่านพิจารณาร่างกฎหมายห้ามเรือสหรัฐฯ และอิสราเอลผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ปรับสูงสุด 20% ของมูลค่าสินค้า อิหร่านยังกล่าวหาทรัมป์ว่า 'การทูตหลอกลวง' เบรนท์ดีดกลับ 3.8% สู่ประมาณ $82.50 เมื่อความกลัวอุปทานหยุดชะงักกลับมา

    นี่คือแรงหนุนใหม่ที่พลิกกลับการเทขายจากข้อตกลงช่วงท้ายงวด

  • OPEC+ เพิ่มโควตาผลผลิต ซาอุดีตัดราคา OPEC+ ตกลงเพิ่มผลผลิตเดือนกันยายน 188,000 บาร์เรลต่อวัน และ Saudi Aramco ลดราคา Arab Light ไปเอเชีย 50 เซนต์ สัญญาณนี้บ่งชี้อุปทานมากขึ้นและราคาอ่อนลง ต้านการขึ้นของเบรนท์แม้สงครามทำให้การไหลจริงต่ำ

    นี่คือแรงถ่วงดุลฝั่งอุปทานใหม่ที่อาจจำกัดการขึ้นของราคา

  • การขนส่งฮอร์มุซยังใกล้ศูนย์ แต่อุปสงค์อ่อน มีเรือบรรทุกน้ำมันเพียงสองลำผ่านฮอร์มุซเมื่อวันพุธ เทียบกับ 130-140 ก่อนสงคราม และการโจมตีของฮูตีลดการจราจรทะเลแดง แต่อุปสงค์อ่อน (ANZ มองอุปสงค์น้ำมันโลกลด 1.5 ล้านบาร์เรลต่อวันปีนี้) และสต็อกน้ำมันดิบสหรัฐฯ เพิ่มเกินคาด จำกัดการขึ้นของเบรนท์

    นี่แสดงการดึงกันจริง: อุปทานตึงกับอุปสงค์อ่อน ให้ภาพที่เป็นธรรม

กรกฎาคม 2026
▲2▼2

สงครามในอ่าวเปอร์เซียส่งให้ Brent ทะยานเหนือ $100 แล้วย้อนกลับมา $90

  • การหยุดยิงระหว่างสหรัฐฯ-อิหร่านล่มสลายกลายเป็นสงครามเต็มรูปแบบ การหยุดยิงระหว่างสหรัฐฯ-อิหร่านล่มสลาย นำไปสู่การโจมตีของสหรัฐฯ ต่ออิหร่าน การปิดล้อมทางเรือ และการตอบโต้ของอิหร่านต่อเรือบรรทุกน้ำมันและฐานทัพในอ่าว การขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซเกือบหยุดชะงัก และ Brent พุ่งเหนือ $100 เป็นครั้งแรกนับตั้งแต่เดือนพฤษภาคม

    นี่คือเหตุการณ์ใหม่หลักที่ทำให้ Brent ปรับขึ้นอย่างรุนแรงในเดือนกรกฎาคม

  • สต็อกน้ำมันดิบสหรัฐฯ แตะระดับต่ำสุดนับตั้งแต่ปี 2018 สต็อกน้ำมันดิบของสหรัฐฯ ลดลงสู่ระดับต่ำสุดนับตั้งแต่ปี 2018 ทำให้อุปทานตึงตัวมากขึ้นและเพิ่มแรงกดดันขาขึ้นต่อราคา Brent

    นี่คือปัจจัยใหม่ด้านอุปทานที่สนับสนุนราคาที่สูงขึ้น

  • อุปสงค์อ่อนแอและอุปทานที่เพิ่มขึ้นจำกัดการปรับขึ้น การนำเข้าของจีนที่อ่อนแอ การเพิ่มกำลังการผลิตของ OPEC และการส่งออกของรัสเซียที่เพิ่มขึ้น ช่วยชดเชยการพุ่งขึ้นของราคาที่เกิดจากสงครามบางส่วน ราคาที่สูงเป็นประวัติการณ์ยังทำลายอุปสงค์ หมายความว่าราคาที่สูงกระตุ้นให้ผู้ซื้อชะลอการซื้อ

    สิ่งเหล่านี้เป็นปัจจัยถ่วงดุลใหม่ที่จำกัดการปรับขึ้นของ Brent

  • การหยุดชั่วคราวของความขัดแย้งสหรัฐฯ-อิหร่านส่งให้ Brent ร่วง 16% การหยุดชั่วคราวของการสู้รบระหว่างสหรัฐฯ-อิหร่าน ทำให้ Brent ร่วงลง 16% เมื่อความกังวลต่อการหยุดชะงักของอุปทานในทันทีคลายลง ธนาคารโลกยังเตือนว่าสงครามที่ยืดเยื้ออาจทำให้การเติบโตของโลกชะลอลงเหลือ 1.3% ซึ่งกดดันแนวโน้มอุปสงค์

    สิ่งนี้อธิบายการย่อตัวลงอย่างรุนแรงและความผันผวนในช่วงปลายเดือน

▲2▼2

เบรนท์ผันผวนจากสงครามสหรัฐ-อิหร่านหยุดชั่วคราว ก่อนกลับมาโจมตีอีกครั้งและอุปทานสูญเสีย

  • การหยุดยิงสหรัฐ-อิหร่านและความหวังสันติภาพกดเบรนท์ลง การหยุดโจมตีระหว่างสหรัฐและอิหร่านเป็นเวลาสามวันและการเจรจาที่เป็นไปได้ลดความเสี่ยงต่อการหยุดชะงักของอุปทาน ทำให้เบรนท์ลดลงประมาณ 16% ในสามเซสชันสู่ 84.09 ดอลลาร์ เทรดเดอร์เดิมพันว่าช่องแคบฮอร์มุซอาจเปิดอีกครั้ง บรรเทาการบีบตัวที่เคยดันราคาสูงกว่า 100 ดอลลาร์

    นี่คือแรงกดดันขาลงใหม่หลักในงวดนี้ ซึ่งย้อนกลับส่วนหนึ่งของการพุ่งขึ้นจากสงคราม

  • การสู้รบกลับมา สหรัฐโจมตีอิหร่าน อิหร่านยิงฐานทัพสหรัฐ ความหวังสันติภาพจางหายเมื่อสหรัฐโจมตีเป้าหมายอิหร่านหลายสิบแห่ง และอิหร่านยิงฐานทัพสหรัฐในจอร์แดน คูเวต และบาห์เรน เบรนท์พุ่ง 7.9% สู่ 90.74 ดอลลาร์ แล้วขึ้นไปประมาณ 92 ดอลลาร์ เมื่อสงครามขยายวงและคุกคามการไหลของน้ำมันในอ่าว

    นี่คือแรงขับเคลื่อนขาขึ้นใหม่ที่มาแทนความหวังสันติภาพชั่วครู่

  • ฮอร์มุซยังถูกปิด สต็อกน้ำมันดิบสหรัฐต่ำสุดในรอบปี 2018 ช่องแคบฮอร์มุซยังปิดเกือบทั้งหมด โดยอิหร่านปฏิเสธแผนของโอมานที่จะเปิดอีกครั้ง ขณะที่การโจมตีของฮูตีบังคับให้ซาอุดีอารามโคปิดโรงกลั่นจิซาน สต็อกน้ำมันดิบสหรัฐลดลง 7.2 ล้านบาร์เรล สู่ระดับต่ำสุดนับตั้งแต่ปี 2018 ทำให้อุปทานตึงตัวและหนุนเบรนท์ให้สูงขึ้น

    แสดงให้เห็นการบีบตัวของอุปทานจริงที่ทำให้ราคามีพื้นแม้พาดหัวข่าวผ่อนคลาย

  • การทำลายอุปสงค์และความเสี่ยงถดถอยจำกัดการพุ่งขึ้น อัตรากำไรการกลั่นที่สูงเป็นประวัติการณ์และราคาที่สูงกำลังลดการใช้เชื้อเพลิงอยู่แล้ว: อุปสงค์ดีเซลยุโรปลดลง 5.7% และดีเซลจีน 10% ธนาคารโลกคาดการณ์การเติบโตโลกเพียง 1.3% ในปีนี้ ลดจาก 2.9% ซึ่งเป็นตัวถ่วงที่แท้จริงที่อาจจำกัดว่าเบรนท์จะขึ้นไปสูงแค่ไหน

    เป็นตัวถ่วงหลักที่ป้องกันไม่ให้เรื่องอุปทานดันราคาสูงขึ้นไปอีก

▲3

สงครามอิหร่านลุกลามสู่ทะเลแดง ปิดกั้นสองจุดคอขวดน้ำมัน ดัน Brent ทะลุ $100

  • อิหร่านยกเลิกข้อตกลงหยุดยิง การโจมตีทวีความรุนแรง อิหร่านประกาศว่าข้อตกลงหยุดยิงเดือนมิถุนายนเป็นโมฆะ และการโจมตีระหว่างสหรัฐกับอิหร่านทวีความรุนแรงขึ้น โดยโรงกลั่นน้ำมันของคูเวตถูกโจมตี Brent พุ่งขึ้น 4.6% สู่ระดับประมาณ $88 และทำสถิติเพิ่มขึ้นรายสัปดาห์มากที่สุดนับตั้งแต่เดือนเมษายน การทวีความรุนแรงของสงครามยังคงคุกคามอุปทานน้ำมันจากภูมิภาคนี้ ดันราคาสูงขึ้น

    นี่คือการทวีความรุนแรงช่วงเริ่มต้นของช่วงเวลานี้ที่จุดชนวนให้ราคาพุ่งขึ้น

  • ฮูตีโจมตีเรือบรรทุกน้ำมันซาอุดีอาระเบีย Brent ทะลุ $100 กลุ่มฮูตีที่ได้รับการสนับสนุนจากอิหร่านโจมตีเรือบรรทุกน้ำมันซาอุดีอาระเบียสองลำในทะเลแดง และประกาศปิดล้อมทางเรือต่อซาอุดีอาระเบีย คุกคามเส้นทาง Bab el-Mandeb Brent พุ่งขึ้นกว่า 7% เหนือ $100 เป็นครั้งแรกนับตั้งแต่เดือนพฤษภาคม เนื่องจากเส้นทางขนส่งน้ำมันสายหลักเส้นที่สองกำลังตกอยู่ในความเสี่ยง

    นี่คือเหตุการณ์ใหม่ที่ใหญ่ที่สุดของช่วงเวลานี้ ซึ่งผลักดัน Brent ให้ทะลุ $100 โดยตรง

  • การจราจรผ่าน Hormuz แทบหยุดชะงัก อิหร่านขู่ระงับการส่งออกทั้งหมด มีเรือบรรทุกน้ำมันเพียงลำเดียวที่ผ่านช่องแคบ Hormuz เมื่อวันพฤหัสบดี ซึ่งน้อยที่สุดนับตั้งแต่เดือนพฤษภาคม และกองทัพอิหร่านเตือนว่าจะปิดกั้นการส่งออกน้ำมันทั้งหมดของภูมิภาคหากการโจมตีของสหรัฐยังคงดำเนินต่อไป เมื่อปกติมีน้ำมันหนึ่งในห้าของโลกไหลผ่าน Hormuz การจราจรที่เกือบเป็นศูนย์ทำให้อุปทานตึงตัวและหนุนให้ Brent สูงขึ้น

    แสดงให้เห็นการตัดขาดอุปทานจริงที่เป็นเหตุเบื้องหลังราคาที่สูงขึ้น ไม่ใช่แค่คำขู่

  • ความกังวลด้านอุปสงค์และอุปทานส่วนเกินจำกัดการพุ่งขึ้น การนำเข้าของจีนที่อ่อนแอ OPEC เพิ่มกำลังการผลิต และการส่งออกของรัสเซียที่เพิ่มขึ้น ล้วนต้านทานราคาที่สูงขึ้น ขณะที่ธนาคารโลกเตือนว่าสงครามที่ยืดเยื้ออาจทำให้การเติบโตของโลกหายไปครึ่งหนึ่ง ปัจจัยเหล่านี้อาจจำกัดว่า Brent จะขึ้นไปได้สูงแค่ไหน แม้ความขัดแย้งจะครอบงำตลาดก็ตาม

    ให้มุมมองถ่วงดุลที่ยุติธรรมซึ่งอาจจำกัดการเพิ่มขึ้นของราคาต่อไป

▲3

ความขัดแย้งสหรัฐฯ-อิหร่านทวีความรุนแรง การปิดล้อมช่องแคบฮอร์มุซทำให้อุปทานน้ำมันตึงตัว

  • สหรัฐฯ กลับมาปิดล้อมทางเรือต่ออิหร่าน สหรัฐฯ ประกาศปิดล้อมทางเรือท่าเรือและสถานีขนส่งน้ำมันของอิหร่าน มีผลตั้งแต่วันที่ 14 กรกฎาคม ซึ่งตัดขาดผู้ส่งออกน้ำมันรายใหญ่โดยตรง และคุกคามการขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นจุดคอขวดสำหรับน้ำมันหนึ่งในห้าของโลก ราคา Brent พุ่งขึ้นกว่า 9% สู่ 83.30 ดอลลาร์ จากข่าวนี้

    นี่คือเหตุการณ์ใหม่สำคัญที่ทำให้คาดการณ์อุปทานตึงตัวขึ้นอย่างรวดเร็ว และผลักดันให้ราคา Brent พุ่งสูง

  • อิหร่านโจมตีเรือบรรทุกน้ำมันและประเทศเพื่อนบ้าน อิหร่านยิงขีปนาวุธใส่เรือบรรทุกน้ำมันของสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ 2 ลำ ในช่องแคบฮอร์มุซ ทำให้ลูกเรือเสียชีวิต 1 คน และโจมตีฐานทัพสหรัฐฯ ในบาห์เรน คูเวต กาตาร์ จอร์แดน และโอมาน การโจมตีเหล่านี้ทำให้การขนส่งผ่านฮอร์มุซเสี่ยงภัยมากขึ้น ลดการสัญจรของเรือบรรทุกน้ำมัน และคุกคามการไหลของน้ำมัน ซึ่งดันราคา Brent สูงขึ้น

    แสดงให้เห็นว่าความขัดแย้งรบกวนการขนส่งน้ำมันจริง เป็นแรงหนุนราคาโดยตรง

  • บริษัทเดินเรือหลีกเลี่ยงการผ่านช่องแคบฮอร์มุซ บริษัทเดินเรือรายใหญ่ระงับการผ่านช่องแคบฮอร์มุซ เนื่องจากความกังวลด้านความปลอดภัย โดยเรือบางลำปิดสัญญาณติดตาม ทำให้จำนวนเรือบรรทุกน้ำมันที่ขนส่งน้ำมันลดลง อุปทานตึงตัว และหนุนราคา Brent ให้สูงขึ้น

    ยืนยันว่าอุปทานหยุดชะงักจริงนอกเหนือจากพาดหัวข่าวแรก เสริมแรงกดดันให้ราคาสูงขึ้น

  • ความกังวลด้านอุปสงค์และกระแสอุปทานล้นตลาดถ่วงดุล การนำเข้าน้ำมันของจีนในเดือนมิถุนายนลดลง 41% เมื่อเทียบปีต่อปี สู่ระดับต่ำสุดนับตั้งแต่ปี 2016 และ OPEC ปรับลดคาดการณ์การเติบโตของอุปสงค์ปี 2026 สัญญาณอุปสงค์อ่อนแอเหล่านี้อาจจำกัดว่าราคา Brent จะขึ้นได้สูงแค่ไหน แม้ความขัดแย้งจะครองตลาด ตอนนี้ตลาดอยู่ในภาวะ backwardation ชัน หมายความว่าอุปทานระยะสั้นตึงตัวมาก

    เป็นปัจจัยถ่วงดุลที่จำเป็น ความกังวลเรื่องอุปสงค์ที่ลดลงและอุปทานล้นตลาดซึ่งอาจจำกัดการเพิ่มขึ้นของราคา

▲4

ข้อตกลงหยุดยิงสหรัฐฯ-อิหร่านล่ม สร้างความกังวลด้านอุปทานอีกครั้ง ดันราคา Brent

  • สหรัฐฯ โจมตีอิหร่านหลังเรือถูกโจมตี สหรัฐฯ เปิดฉากโจมตีอิหร่าน หลังจากมีเหตุโจมตีเรือพาณิชย์สามลำในช่องแคบ Hormuz และยกเลิกการยกเว้นที่อนุญาตให้ขายน้ำมันอิหร่านได้ สิ่งนี้คุกคามอุปทานน้ำมันจากภูมิภาคนี้ และดันราคา Brent ให้สูงขึ้น

    นี่คือเหตุการณ์ใหม่สำคัญที่จุดความกังวลด้านอุปทานอีกครั้ง และทำให้ราคา Brent ปรับขึ้น

  • Trump ประกาศว่าการหยุดยิงสิ้นสุดลง ประธานาธิบดี Trump กล่าวว่าการหยุดยิงกับอิหร่านสิ้นสุดลงแล้ว และยกเลิกการเจรจา สิ่งนี้เพิ่มความเสี่ยงที่ความขัดแย้งจะยืดเยื้อและการขนส่งน้ำมันผ่านช่องแคบ Hormuz จะหยุดชะงัก ซึ่งหนุนให้ราคา Brent สูงขึ้น

    สิ่งนี้ทำให้ความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ส่งผลโดยตรงต่ออุปทานและราคาน้ำมันรุนแรงขึ้น

  • ราคาน้ำมันพุ่งกว่า 6% ราคาน้ำมันดิบ Brent พุ่งขึ้นกว่า 6% แตะใกล้ 79 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล จากการที่ความขัดแย้งสหรัฐฯ-อิหร่านทวีความรุนแรง ตลาดตอบสนองต่อภัยคุกคามที่อุปทานจากภูมิภาคนี้อาจหยุดชะงัก ดันราคาขึ้นอย่างรุนแรง

    สิ่งนี้แสดงผลกระทบต่อตลาดทันทีจากความขัดแย้งที่ทวีความรุนแรงต่อราคา Brent

  • สหรัฐฯ เรียกร้องให้เปิดเส้นทางเดินเรือ Hormuz สหรัฐฯ เรียกร้องให้อิหร่านประกาศอย่างเปิดเผยว่าเส้นทางเดินเรือทั้งหมดในช่องแคบ Hormuz เปิดอยู่ และขู่ว่าจะมีผลตามมา สิ่งนี้เพิ่มความไม่แน่นอนและกดดันให้ราคา Brent สูงขึ้นต่อไป เนื่องจากเส้นทางอุปทานยังคงมีความเสี่ยง

    สิ่งนี้ตอกย้ำความเสี่ยงด้านอุปทานที่ยังดำเนินอยู่ ซึ่งหนุนราคาน้ำมันให้สูงขึ้น

Q2 2026
▼3▲1

เบรนต์ร่วงจากสันติภาพอิหร่าน อุปทานทะลัก ความต้องการถูกปรับลด

  • อุปทานทะลักจากอิหร่านและผู้ผลิตในอ่าว ข้อตกลงสันติภาพสหรัฐ-อิหร่านเปิดช่องแคบฮอร์มุซอีกครั้ง อิหร่านกลับมาส่งออกภายใต้การยกเว้นมาตรการคว่ำบาตร และการผลิตของซาอุดีอาระเบีย/สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์พุ่งสูง ทำให้น้ำมันล้นตลาดและกดดันให้เบรนต์ปรับตัวลง

    นี่คือปัจจัยลบด้านอุปทานใหม่หลักที่ทำให้ราคาร่วงลง

  • ปรับลดความต้องการและคำเตือนอุปทานล้นตลาด IEA ปรับลดคาดการณ์ความต้องการน้ำมันและเตือนว่าปี 2027 จะมีอุปทานล้นตลาดอย่างมหาศาล ส่งสัญญาณการบริโภคในอนาคตที่อ่อนแอลงและเพิ่มแรงกดดันให้ราคาเบรนต์ปรับตัวลง

    ข่าวด้านความต้องการใหม่นี้ตอกย้ำแนวโน้มขาลง

  • ดอลลาร์แข็งกดดันน้ำมัน เงินดอลลาร์สหรัฐที่แข็งค่าขึ้นทำให้น้ำมันมีราคาแพงขึ้นสำหรับผู้ซื้อที่ใช้สกุลเงินอื่น ลดความต้องการและมีส่วนทำให้เบรนต์ร่วงจากประมาณ $78 มาที่ $72

    ปัจจัยด้านการเงินใหม่นี้เพิ่มแรงกดดันต่อราคาเบรนต์

  • ความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์ดันราคาขึ้นชั่วคราว การโจมตีเรือขนส่งและฐานทัพสหรัฐของอิหร่าน การที่อิหร่านอ้างสิทธิ์แต่เพียงผู้เดียวเหนือฮอร์มุซ และโอกาสที่การขนส่งจะกลับสู่ปกติที่ลดลง ล้วนคุกคามการหยุดชะงักของอุปทานและดันราคาเบรนต์ขึ้นชั่วคราว แต่การหยุดยิงและแผนเจรจาที่กาตาร์ช่วยคลายความกังวล

    ปัจจัยถ่วงดุลนี้แสดงแรงกดดันขาขึ้นชั่วคราวที่ชดเชยแนวโน้มขาลงได้บางส่วน

มิถุนายน 2026
▼3▲1

เบรนต์ร่วงจากสันติภาพอิหร่าน อุปทานทะลัก ความต้องการถูกปรับลด

  • อุปทานทะลักจากอิหร่านและผู้ผลิตในอ่าว ข้อตกลงสันติภาพสหรัฐ-อิหร่านเปิดช่องแคบฮอร์มุซอีกครั้ง อิหร่านกลับมาส่งออกภายใต้การยกเว้นมาตรการคว่ำบาตร และการผลิตของซาอุดีอาระเบีย/สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์พุ่งสูง ทำให้น้ำมันล้นตลาดและกดดันให้เบรนต์ปรับตัวลง

    นี่คือปัจจัยลบด้านอุปทานใหม่หลักที่ทำให้ราคาร่วงลง

  • ปรับลดความต้องการและคำเตือนอุปทานล้นตลาด IEA ปรับลดคาดการณ์ความต้องการน้ำมันและเตือนว่าปี 2027 จะมีอุปทานล้นตลาดอย่างมหาศาล ส่งสัญญาณการบริโภคในอนาคตที่อ่อนแอลงและเพิ่มแรงกดดันให้ราคาเบรนต์ปรับตัวลง

    ข่าวด้านความต้องการใหม่นี้ตอกย้ำแนวโน้มขาลง

  • ดอลลาร์แข็งกดดันน้ำมัน เงินดอลลาร์สหรัฐที่แข็งค่าขึ้นทำให้น้ำมันมีราคาแพงขึ้นสำหรับผู้ซื้อที่ใช้สกุลเงินอื่น ลดความต้องการและมีส่วนทำให้เบรนต์ร่วงจากประมาณ $78 มาที่ $72

    ปัจจัยด้านการเงินใหม่นี้เพิ่มแรงกดดันต่อราคาเบรนต์

  • ความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์ดันราคาขึ้นชั่วคราว การโจมตีเรือขนส่งและฐานทัพสหรัฐของอิหร่าน การที่อิหร่านอ้างสิทธิ์แต่เพียงผู้เดียวเหนือฮอร์มุซ และโอกาสที่การขนส่งจะกลับสู่ปกติที่ลดลง ล้วนคุกคามการหยุดชะงักของอุปทานและดันราคาเบรนต์ขึ้นชั่วคราว แต่การหยุดยิงและแผนเจรจาที่กาตาร์ช่วยคลายความกังวล

    ปัจจัยถ่วงดุลนี้แสดงแรงกดดันขาขึ้นชั่วคราวที่ชดเชยแนวโน้มขาลงได้บางส่วน

▲3▼1

ceasefire Hormuz ราคาน้ำมัน แต่ Core Inflation ยังกดดัน

  • อิหร่านโจมตีบาห์เรนและคูเวต คุกคามข้อตกลงหยุดยิง อิหร่านโจมตีฐานทัพสหรัฐฯ ในบาห์เรนและคูเวต และโจมตีเรือบรรทุกน้ำมันในช่องแคบ Hormuz เสี่ยงต่อข้อตกลงสันติภาพที่เปิดเส้นทางน้ำนี้อีกครั้ง การหยุดชะงักใดๆ ในช่องแคบซึ่งขนส่งน้ำมันหนึ่งในห้าของโลกจะลดอุปทานและดันราคา Brent ขึ้น

    การยกระดับความขัดแย้งใหม่นี้คุกคามอุปทานน้ำมันโดยตรงผ่านช่องแคบ Hormuz ซึ่งเป็นปัจจัยหนุนราคา Brent ที่สำคัญ

  • อิหร่านอ้างสิทธิ์แต่เพียงผู้เดียวเหนือช่องแคบ Hormuz อิหร่านประกาศว่าตนควบคุมการเดินเรือในช่องแคบ Hormuz แต่เพียงผู้เดียว ซึ่งขัดแย้งกับข้อเรียกร้องของสหรัฐฯ ที่ต้องการเสรีภาพในการเดินเรือ ข้อพิพาทนี้อาจนำไปสู่การจำกัดเรือบรรทุกน้ำมันอีกครั้ง ลดอุปทานและดันราคา Brent ขึ้น

    การอ้างสิทธิ์ของอิหร่านสร้างความไม่แน่นอนด้านกฎระเบียบใหม่ที่อาจจำกัดการไหลของน้ำมัน สนับสนุนราคา Brent ที่สูงขึ้น

  • ตลาดทำนายลดโอกาสการฟื้นตัวเร็วของ Hormuz เทรดเดอร์ลดโอกาสการเดินเรือปกติผ่าน Hormuz ก่อนเดือนกันยายนเหลือ 43% จาก 62.5% หลังการโจมตีใหม่ระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน โอกาสที่ลดลงหมายถึงตลาดคาดว่าการหยุดชะงักของอุปทานจะยืดเยื้อ ซึ่งกดดันราคา Brent ให้สูงขึ้น

    สัญญาณจากตลาดใหม่นี้แสดงว่านักลงทุนประเมินความเสี่ยงการหยุดชะงักของอุปทานสูงขึ้น ซึ่งเป็นปัจจัยบวกต่อราคา Brent

  • ข้อตกลงหยุดยิงสหรัฐฯ-อิหร่านและการเจรจาที่กาตาร์ลดความกังวลด้านอุปทาน สหรัฐฯ และอิหร่านตกลงหยุดยิงและจะพบกันที่กาตาร์เพื่อแก้ไขความขัดแย้งเรื่อง Hormuz ซึ่งลดความเสี่ยงการหยุดชะงักของอุปทาน ดึงราคา Brent ลงมาที่ประมาณ $72 เมื่อภัยคุกคามการปิดช่องแคบลดลง

    ข้อตกลงหยุดยิงเป็นการลดความตึงเครียดใหม่ที่ลดค่าความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์ ซึ่งเป็นแรงกดดันให้ราคา Brent ลดลง

▼3▲1

ฮอร์มุซเปิดอีกครั้ง ทำน้ำมันล้นตลาด ขณะที่ความตึงเครียดอิหร่านปะทุ

  • กระทรวงการคลังสหรัฐออกใบอนุญาตน้ำมันอิหร่าน 60 วัน กระทรวงการคลังสหรัฐอนุมัติการผลิตและจำหน่ายน้ำมันของอิหร่านถึงวันที่ 21 สิงหาคม ซึ่งเป็นการเปิดกว้างที่สุดนับตั้งแต่ปี 2018 สิ่งนี้เพิ่มอุปทานอย่างมีนัยสำคัญสู่ตลาดโลก ดันราคา Brent ลงมาอยู่ที่ประมาณ $77 และต่อเนื่องการปรับตัวลงตลอดหนึ่งเดือน

    นี่คือเหตุการณ์อุปทานใหม่ครั้งสำคัญที่เพิ่มปริมาณน้ำมันในตลาดโลกโดยตรง และกดดันราคา Brent ให้ลดลง

  • การเปิดฮอร์มุซอีกครั้งทำตลาดล้นด้วยอุปทาน การจราจรของเรือบรรทุกน้ำมันผ่านช่องแคบฮอร์มุซกลับมาดำเนินต่อ ปล่อยเรือที่ติดค้างกว่า 100 ลำและน้ำมันหลายล้านบาร์เรล ราคา Brent ร่วงต่ำกว่า $75 เป็นครั้งแรกนับตั้งแต่สงคราม ขณะที่การส่งออกจากอ่าวกลับมาอยู่ที่เกือบสองในสามของระดับปกติ

    การกลับมาของการไหลของน้ำมันผ่านจุดคอขวดสำคัญถือเป็นพัฒนาการใหม่ที่เพิ่มอุปทานโดยตรงและดันราคาลง

  • อิหร่านโจมตีเรือสินค้า ทดสอบข้อตกลงฮอร์มุซ กองกำลังพิทักษ์ปฏิวัติอิหร่านโจมตีเรือสินค้าสัญชาติสิงคโปร์ด้วยโดรน คุกคามข้อตกลง 60 วันที่เปราะบาง ราคา Brent ปรับขึ้นชั่วคราว 2% สู่ $75.26 เมื่อความกลัวต่อการหยุดชะงักของอุปทานกลับมา แม้ราคาจะลดลงในภายหลัง

    เหตุการณ์ภูมิรัฐศาสตร์ใหม่นี้สร้างความไม่แน่นอนและหนุนราคาชั่วคราวโดยเพิ่มความเสี่ยงต่อการหยุดชะงักของอุปทาน

  • IEA เตือนอุปทานล้นตลาดมหาศาลในปี 2027 สำนักงานพลังงานระหว่างประเทศ (IEA) เตือนว่าหากกรอบความตกลงสหรัฐ-อิหร่านยังคงอยู่ อุปทานโลกในปี 2027 อาจเกินความต้องการถึง 5.05 ล้านบาร์เรลต่อวัน แนวโน้มอุปทานส่วนเกินเชิงโครงสร้างนี้กดดันราคา Brent ในระยะยาว

    การคาดการณ์ใหม่นี้ชี้ให้เห็นภาวะอุปทานล้นตลาดต่อเนื่องที่ฉุดราคาน้ำมันไปจนถึงอนาคต

▼4

ข้อตกลงสันติภาพสหรัฐฯ-อิหร่านเปิดช่องแคบฮอร์มุซอีกครั้ง ทำให้น้ำมันล้นตลาด

  • ข้อตกลงสันติภาพสหรัฐฯ-อิหร่านเปิดช่องแคบฮอร์มุซอีกครั้ง สหรัฐฯ และอิหร่านลงนามในข้อตกลงสันติภาพเบื้องต้นที่ยุติสงคราม ยกเลิกการปิดล้อมทางเรือ และเปิดช่องแคบฮอร์มุซอีกครั้ง ทำให้มีน้ำมันหลายล้านบาร์เรลไหลเวียนได้อีกครั้ง เพิ่มอุปทานทั่วโลก และดันราคาน้ำมัน Brent ลงมาอยู่ที่ประมาณ 78 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล

    นี่คือเหตุการณ์ใหม่หลักที่เพิ่มอุปทานน้ำมันโดยตรงและทำให้ราคา Brent ลดลง

  • อิหร่านจะกลับมาส่งออกน้ำมันด้วยการยกเว้นมาตรการคว่ำบาตร ภายใต้ข้อตกลงนี้ อิหร่านสามารถกลับมาส่งออกน้ำมันดิบได้ทันที และได้รับการยกเว้นสำหรับผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมและบริการธนาคาร ซึ่งเพิ่มอุปทานสู่ตลาดโลก และกดดันราคา Brent ให้ลดลงอีก

    การกลับมาของการส่งออกน้ำมันอิหร่านสู่ตลาดเป็นแหล่งอุปทานใหม่ที่กดดันราคา

  • การผลิตน้ำมันในตะวันออกกลางเตรียมพุ่งสูง ซาอุดีอาระเบียและสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์สามารถกลับสู่ระดับการผลิตก่อนสงครามได้ภายในสองสัปดาห์ และเรือบรรทุกน้ำมันขนาดใหญ่กำลังเคลื่อนตัวอยู่แล้ว การกลับมาเดินเครื่องแหล่งน้ำมันครั้งใหญ่นี้จะทำให้น้ำมันล้นตลาด และมีแนวโน้มทำให้ราคา Brent อยู่ในระดับต่ำ

    ขนาดของการกลับมาเดินเครื่องผลิตเป็นพัฒนาการใหม่ที่ตอกย้ำภาวะอุปทานล้นตลาดและราคาที่ต่ำลง

  • การคาดการณ์อุปสงค์ถูกปรับลดและเงินดอลลาร์แข็งค่าเพิ่มแรงกดดัน สำนักงานพลังงานระหว่างประเทศ (IEA) คาดว่าอุปสงค์น้ำมันโลกจะลดลง 1.1 ล้านบาร์เรลต่อวันในปีนี้ และ Goldman Sachs ปรับลดคาดการณ์ราคา Brent ลงมาที่ 80 ดอลลาร์ ขณะที่เงินดอลลาร์ที่แข็งค่าขึ้นยังทำให้ผู้ซื้อต่างชาติต้องจ่ายแพงขึ้นสำหรับน้ำมัน ซึ่งกดดันราคาเพิ่มเติม

    ปัจจัยเหล่านี้ลดความคาดหวังด้านอุปสงค์และเพิ่มแรงกดดันเชิงลบต่อราคาจากอุปทานที่เพิ่มขึ้น